ไป๋จิ้งเผยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“ข้ายังกลัวว่าพี่จะถูกความงามของนางล่อลวงเสียอีก”
หลินเฟิงยื่นมือไปบีบแก้มขาวผ่องดุจหยกของไป๋จิ้งเบา ๆ
“มีเจ้าอยู่ข้างกาย ข้าจะทำอะไรได้เล่า”
ไป๋จิ้งกระเง้ากระงอด “ฮึ ข้าหลบไปก็ได้นี่”
“ฮ่า ๆ แค่ล้อเล่นเท่านั้น เรื่องหลักการจะละเมิดมิได้”
หลินเฟิงยิ้มพลางส่ายหน้า
ทั้งสองกำลังสนทนากัน ก็มีทหารเข้ามารายงานว่า ขบวนทหารม้าสองร้อยนายของฉุยอิ๋งมาถึงใต้กำแพงเมืองแล้ว
ฉุยอิ๋งก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า สีหน้าดูน่าสงสารจับใจ
ใบหน้าอันงดงามอ่อนหวานกับเรือนร่างเย้ายวนยิ่งชวนให้ผู้คนสงสาร
โดยเฉพาะบุรุษ
ไป๋จิ้งยกน้ำชามาให้นาง ก่อนยืนนิ่งอยู่ด้านหลังหลินเฟิงและหลุบตาลง
ภายในห้องเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสาม
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเห็นหลินเฟิงไม่เอ่ยปาก ฉุยอิ๋งก็จำใจกล่าวขึ้น
“หลินเฟิง หากเจ้ายอมไว้ชีวิตบิดาข้า...ข้า...ข้ายินดีรับปากทุก...เงื่อนไข...”
หลังกล่าวจบ ใบหน้าฉุยอิ๋งก็แดงก่ำราวผลแอปเปิลสุกงอม
บุรุษทุกคนย่อมเข้าใจความหมายของถ้อยคำนี้
ไป๋จิ้งอดเหลือบมองฉุยอิ๋งมิได้ ในใจรู้สึกกระวนกระวาย
นางมิได้ริษยาในความงามของฉุยอิ๋ง เพียงกังวลว่าท่าทีของฉุยอิ๋งในยามนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจของหลินเฟิง
หลินเฟิงฟังคำของฉุยอิ๋งแล้วค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ได้สิ”
ไป๋จิ้งกับฉุยอิ๋งต่างตะลึงพร้อมกัน เหตุใดเขาจึงตอบตกลงง่ายดายเพียงนี้
ดวงตากลมงามของฉุยอิ๋งพลันเป็นประกาย จ้องหลินเฟิงเขม็ง
“จริงหรือ เจ้าพูดจริงใช่หรือไม่”
เสียงของนางสั่นเครือ
“แน่นอน แม่ทัพใหญ่ฉุยเป็นขุนนางสำคัญของราชสำนัก จะดูหมิ่นกันโดยง่ายได้อย่างไร”