หลินเฟิงหันไปถามไป๋จิ้ง “เจ้าคิดว่านางเหมาะกับใคร?”
ไป๋จิ้งเองก็ชะงักงันไปชั่วขณะ มองหลี่อิงจื่ออย่างเหม่อลอย
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น
“พี่ชาย แถวนี้มีชายโสดมากมาย คนที่เหมาะกับนางมีถมเถไป”
หลี่อิงจื่อร้อนใจ “ข้ามีคุณสมบัติดีถึงเพียงนี้ จะให้ข้าแต่งกับคนหน้าตาขี้ริ้วไม่ได้เด็ดขาด”
หลินเฟิงแอบขบขัน
สตรีผู้นี้ช่างชมชอบคนหน้าตาดีเสียจริง
“ได้ ข้ารับรองว่าจะหาคนรูปงามให้เจ้า พวกเจ้าไปเลือกสถานที่กันก่อน ข้าจะไปดูว่าใครหน้าตาหล่อเหลาที่สุด”
หลินเฟิงกล่าวยิ้ม ๆ
ไป๋จิ้งพาหลี่อิงจื่อเดินออกไป
หลี่อิงจื่อจูงหนิวนิวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แต่ยังไม่วายหันกลับมามองทุกสามก้าว
“น้องหลิน ถึงเวลานั้นต้องให้ข้าดูตัวก่อนนะ หากหน้าตาไม่ดีเป็นอันใช้ไม่ได้ อย่าลืมเล่า”
เหล่าผู้คุ้มกันเต็มลานเรือนต่างกลั้นหัวเราะ สตรีผู้นี้ช่างเปิดเผยเสียจริง
หลังหลี่อิงจื่อจากไป หลินเฟิงก็ร้องเรียกขึ้น
“เฉิงเหลียง รวบรวมกำลังพล พวกเราจะไปเมืองชายแดนกันสักเที่ยว”
เฉิงเหลียงหันกายไปเรียกหน่วยองครักษ์ทันที
หลินเฟิงนำผู้คุ้มกันห้าร้อยนายออกจากป้อมหลิ่งโตวจื่อ มุ่งหน้าไปยังเมืองชายแดน
เขายังคงห่วงใยเรื่องการปลูกพืชสลับแปลงของโจวเหล่าหยวน ซึ่งอาจเก็บเกี่ยวได้ปีละสามครั้ง
หากทำสำเร็จ ผลผลิตธัญพืชย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าพลิกดิน
กำลังคนในเขตชิงสุ่ยของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากเสบียงไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทุกด้าน
โจวเหล่าหยวนอาศัยประสบการณ์กว่าครึ่งชีวิตในการทำไร่ไถนา อีกทั้งได้รับคำชี้แนะจากหลินเฟิง และได้เมล็ดพันธุ์ดีมาจากหลินทง
ในที่สุดก็คิดจนเข้าใจว่าวิธีปลูกพืชสลับแปลงของหลินเฟิงนั้นใช้ได้จริง
วิธีปลูกข้าวสาลีสลับกับข้าวโพดนั้นได้รับการยอมรับแล้ว แต่สำหรับการเก็บเกี่ยวครั้งที่สาม เขากลับยังคิดไม่ออกว่าจะลงเมล็ดพันธุ์เมื่อใด