เมื่อไร้เบาะแส ก็พักเรื่องนี้ไว้ก่อน
ขั้นต่อไปคือคิดหาวิธีกลับไปยังป้อมหลิ่งโตวจื่ออย่างปลอดภัย
หลินเฟิงเข้าใจดีว่า กองกำลังหลายฝ่ายต่างซุ่มรอเล่นงานเขาระหว่างทางกลับ
อีกทั้งล้วนเป็นศัตรูที่สาบานว่าจะเอาชีวิตเขาให้ได้
หากรับมือไม่รอบคอบ เกรงว่าอาจพลิกผันจนพลาดท่า
วันรุ่งขึ้น หลินเฟิงพาทหารคุ้มกัน 20 นายไปส่งกงกงหลิวและคณะออกนอกเมืองก่อน
ผู้ที่มาส่งด้วยยังมีทูถ่งซูเฉียนและแม่ทัพเจิ้นจวินตู้ลี่เซิ่ง
ในบรรดาขุนนางที่ร่วมเดินทางมา มีเพียงเฉินทงพ่านที่เข้ามาทักทายหลินเฟิง
คนอื่น ๆ ต่างทำเป็นมองไม่เห็น คารวะอำลากงกงหลิวและพวกพ้องแยกย้ายกันไป
ณ ศาลาพักม้านอกเมืองที่ห่างออกไปสิบลี้ จ้าวซั่วกระซิบกระซาบกับกงกงหลิวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์
ระหว่างทางกลับ หลินเฟิงยิ้มเอ่ยว่า “จ้าวซั่ว ดูท่าเจ้าเองก็อยากเข้าวังไปรับใช้ฝ่าบาทหรือ”
จ้าวซั่วถลึงตาทันที “ข้าแค่กำชับเขาว่าให้คอยระวังคนอื่นพูดจาให้ร้ายพี่ใหญ่ หากคิดจะปรนนิบัติท่านลุงฮ่องเต้ อยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่เห็นต้องเข้าวังเสียหน่อย”
“ดี ข้าดีใจแทนท่านลุงของเจ้า น่าเสียดายที่แผ่นดินวุ่นวายเกินไป”
สีหน้าของจ้าวซั่วก็หม่นหมองลงเช่นกัน
“ท่านลุงฮ่องเต้ใจอ่อนเกินไป จึงปล่อยให้คนถ่อยก่อเรื่อง”
หลินเฟิงครุ่นคิดก่อนกล่าวว่า “เจ้าว่า หากให้ท่านลุงอีกคนของเจ้ากุมอำนาจฮ่องเต้ แผ่นดินต้าจงจะดีขึ้นหรือไม่”
จ้าวซั่วขบคิดอยู่ครู่หนึ่งจริง ๆ
“เฮ้อ คนผู้นั้นใจเหี้ยมเกินไป หากขึ้นครองอำนาจ ทั้งแผ่นดินคงนองเลือด”
กล่าวพลางเหลือบมองเหล่าขุนนางเมืองหลวงประจำแคว้น
“พี่ใหญ่ เหตุใดไม่ให้คนจัดการพวกเขาเสียเล่า”
หลินเฟิงเริ่มหวั่นไหวอยู่บ้าง ขณะนี้หลินเฉี่ยวเม่ยควบคุมแนวป้องกันเมืองหลวงประจำแคว้นไว้แล้ว