บนโลกนี้จะมีบุรุษผู้ปราดเปรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งเก่งกาจรอบด้าน ทั้งเปี่ยมด้วยกลอุบาย ทำให้ผู้คนประหลาดใจไม่รู้จบ
“อย่างไร เงินยังไม่พออีกหรือ”
“ยังขาดอีกมาก”
“ท่านผู้มีบรรดาศักดิ์ซื้อสิ่งใดกัน ถึงได้ล้ำค่ายิ่งนัก”
“ต่อไปเจ้าก็จะรู้เอง บัดนี้ยังบอกไม่ได้”
หลิ่วซูเสวี่ยเห็นเขาทำหน้ากลุ้มใจ จึงถอนหายใจแล้วถามว่า
“ไม่ทราบว่าเพิ่มอีกหนึ่งหมื่นตำลึงจะพอหรือไม่”
หลินเฟิงยังไม่ทันเอ่ยปาก จ้าวซั่วก็ผุดลุกขึ้นมาก่อน
“สวรรค์! เจ้าร่ำรวยถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“ไม่ได้หรือ”
“ย่อมได้ รีบไปเอามาเถิด”
หลิ่วซูเสวี่ยค้อนเขา “ใจร้อนถึงเพียงนี้ ระวังจะมาแย่งเงินของข้าไป”
จ้าวซั่วกล่าวอย่างดูแคลน “เงินของเจ้าแค่ช่วยแก้ขัดเท่านั้น ข้าจะแย่งหรือ เงินแค่นี้ข้าไม่เห็นอยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ”
สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง
ครอบครัวของจ้าวซั่วมิได้ขาดเงินเพียงเท่านี้
หลิ่วซูเสวี่ยกำลังจะโต้กลับ ใครจะรู้ว่าหลินเฟิงยกมือห้ามเสียก่อน
“หยุดก่อน เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ”
หลิ่วซูเสวี่ยตอบอย่างงุนงง “ข้าบอกว่า...เขาจะมาแย่งเงิน”
หลินเฟิงตบมือฉาด
“มีเหตุผล คำพูดนี้มีเหตุผลยิ่งนัก”
จ้าวซั่วกับหลิ่วซูเสวี่ยต่างงุนงง หลินเฟิงเป็นอะไรไปวันนี้
ถูกประตูหนีบสมองมาหรือ
หลินเฟิงไม่สนใจว่าทั้งสองคิดอย่างไร เพียงโบกมือกล่าวว่า
“ไม่ต้องใช้เงินแล้ว เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้ายังมีธุระต้องทำ”
หลิ่วซูเสวี่ยถูกจ้าวซั่วดันออกจากประตู นางยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ตามลำพัง กระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคือง
ไม่ว่าข้าจะเข้าไปในบ้านผู้ใด ล้วนต้อนรับด้วยการประดับโคมแขวนแพรทั้งสิ้น
ถูกไล่ออกมาเช่นนี้ นับเป็นครั้งแรกในชีวิต