ไม่ว่าผู้ชายหน้าตาดุร้ายคนนั้นจะถูกจัดการจนอยู่ในสภาพน่าอนาถแค่ไหน สวีหลินก็ไม่สงสารเขาเลยสักนิด มีแต่จะพูดคำเดียวว่า “สมน้ำหน้า!”
หลังหลุดออกมาได้ โจวถิงก็คิดจะปีนหน้าต่างกระโดดลงจากรถไฟ แต่น่าเสียดาย ไม่ว่าเขาจะเดินไปตรงไหนก็มีคนอยู่ทุกแห่ง อยากปีนหน้าต่างก็หาที่ลับตาคนไม่ได้สักที
ไม่มีทางเลือก โจวถิงจึงต้องเดินกลับห้องนอนบนรถไฟด้วยสีหน้ามืดครึ้ม พอสบเข้ากับดวงตาเป็นประกายของสวีหลิน เขาก็ไม่มีความคิดอื่นเหลืออยู่อีก
“หนูน้อย พี่แสดงมายากลให้ดูดีไหม?” โจวถิงกลอกตาไปมา ก่อนชี้ไปทางหน้าต่างแล้วพูดว่า
“พี่สามารถหายตัวจากในรถไฟไปโผล่ข้างนอกได้ เชื่อไหม?”
“ไม่เชื่อ” สวีหลินหัวเราะหึ ๆ ในใจ เจ้าหมอนี่ช่างหาเหตุผลเก่งจริง ๆ แต่ถ้าเขาอยากลงจากรถไฟ ก็ต้องให้สวีหลินอนุญาตก่อนนะ
บนรางรถไฟอาจมีคนงานเริ่มตามหาม้วนฟิล์มแล้วก็ได้ ถ้าปล่อยให้โจวถิงลงไป แล้วเขาเกิดคลุ้มคลั่งฆ่าคนชิงของขึ้นมาจะทำอย่างไร?
สวีหลินไม่มีวันเอาชีวิตของคนงานธรรมดาไปเสี่ยงหรอก
“ไม่เชื่อเหรอ งั้นพี่แสดงให้ดู” พูดจบ โจวถิงก็เดินไปที่หน้าต่าง ใช้มือทั้งสองข้างจับขอบหน้าต่างแล้วงัดขึ้น ฮึบ!
โจวถิงส่งเสียงคำรามอู้อี้ เพราะออกแรงมากเกินไป เส้นเลือดตรงหน้าผากจึงปูดโปน ฟันกัดแน่น
ท่าทางเหมือนเขาออกแรงทั้งหมดที่มีแล้ว แต่หน้าต่างกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
นี่มันอะไรกัน!
สวีหลินราวกับเห็นสายลมเย็นพัดผ่านตรงหน้า เธอพูดในใจว่า ความเงียบคือสะพานแคมบริดจ์ในคืนนี้
โจวถิงพ่นลมหายใจขุ่นออกมา มองหน้าต่าง แล้วมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะงัดหน้าต่างไม่ขึ้น