จวงเซิ่งลุกขึ้นจากพื้น กลัวว่าสวีหลินจะตำหนิอู๋ฮุ่ย จึงรีบรับผิดชอบเรื่องนี้ไว้เองทันที
“ขอโทษครับ ผู้มีพระคุณสวี ผมซาบซึ้งในบุญคุณของคุณจริง ๆ แต่ตอนนี้ผมยากจนเกินไป ไม่มีของขวัญขอบคุณที่เหมาะสมให้คุณได้ ถึงได้...”
จวงเซิ่งยิ้มอย่างเขินอาย แล้วอธิบายเสียงเบาว่า “เข่าชายชาตรีมีค่าเท่าทอง คำพูดนี้ใช้กับผู้ชายจากตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยต่างหาก
“คนอย่างผม นอกจากคำขอบคุณที่พูดออกมา ก็เหลือแค่การโขกศีรษะคำนับเท่านั้น”
คำพูดตรงไปตรงมานี้ทำให้สวีหลินรู้สึกกระดากใจจนตำหนิเขาต่อไม่ลง
จริงอย่างที่ว่า เข่าชายชาตรีมีค่าเท่าทอง ไม่ได้ใช้ได้กับทุกคน ในชีวิตมีคนมากมายที่ต้องคุกเข่าเพื่อความอยู่รอด
จวงเซิ่งไม่ได้คุกเข่าเพื่อเอาชีวิตรอด ก็นับว่าหาได้ยากแล้ว
“พวกเธอสองคนคุยกันตามสบาย ฉันออกไปดูข้างนอกก่อน” สวีหลินพูดจบก็ตบไหล่จวงเซิ่งเบา ๆ แล้วเดินออกจากม่านพลังกั้นไป
จวงเซิ่งมองส่งสวีหลินจนลับตา จากนั้นจึงหันไปพูดกับอู๋ฮุ่ยว่า “พี่เจอคนดีจริง ๆ”
“ฉันก็คิดแบบนั้น ถ้าไม่ได้เจอเธอ ฉันคงไม่รู้ว่าจะถูกสะกดไว้กี่ปี
“ถ้าไม่ได้เจอเธอ ฉันอาจถูกความแค้นครอบงำจนกลายเป็นฆาตกรบ้าคลั่ง ชาตินี้คงไม่มีโอกาสกลับมาเยี่ยมพวกเธออีก”
อู๋ฮุ่ยมองไปยังทิศทางที่สวีหลินจากไป ในใจและแววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
สิ่งที่อู๋ฮุ่ยไม่ได้พูดออกไปคือ หากไม่ได้พบสวีหลิน เธออาจไม่มีวาสนาได้ฝึกฝนบำเพ็ญตน นับประสาอะไรกับโอกาสบรรลุตำแหน่งเซียนผี