บทที่ 3 เพราะคนตาย หนี้สูญ!
โจวซุยไม่ได้พูดอะไร แต่ทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงบ่งบอกว่าเขายังมีลมหายใจ
เจียงจิ่นกวาดตามองรอบ ๆ เห็นสตรีที่พูดก่อนหน้านี้ ตอนนี้นางกำลังมองนางด้วยความหวาดกลัวเต็มใบหน้า
เจียงจิ่นค้นหาตัวตนของสตรีจากความทรงจำ นางคือเจียงหยูพี่สาวร่วมบิดา มารดาผู้ให้กำเนิดคือฮวาเหม่ยเหริน
สายตาของนางกวาดไปยังเด็กหนุ่มที่ถูก ‘รังแก’ ก่อนหน้านี้ สวี่เซี่ยว ว่าที่พระสวามีในอนาคตของนาง
สวี่เซี่ยวอายุมากกว่าเจียงจิ่นสามปี ปีนี้อายุสิบหกแล้ว บิดาคือสวี่ไท่เว่ย ขุนนางตำแหน่งซานกง เป็นพระสวามีที่ฮองเฮาทรงเลือกให้แก่เจียงจิ่นตั้งแต่นางอายุสิบเอ็ด
น่าสนใจตรงที่ เจียงหยูและสวี่เซี่ยวแอบสานสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมานานแล้ว
ตัวจริงพบเรื่องนี้โดยบังเอิญตอนกลับวังเมื่อครึ่งปีก่อน และนำไปกราบทูลฮองเฮาจีเล่อ
จีเล่อทรงกริ้วยิ่ง แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ การแต่งงานจึงยังไม่ถูกยกเลิกกระทั่งแคว้นเยี่ยนล่มสลาย
เจียวเหลียงชื่นชอบสตรีงาม และยังโปรดปรานบุรุษงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ครอบครองทั้งสองพร้อมกัน หากชายหญิงคู่นั้นเป็นสามีภรรยาหรือคู่หมั้น จะยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นเร้าใจกว่าเดิม
ดังนั้นสวี่เซี่ยวว่าที่พระสวามีของตัวจริง จึงถูกจับรวมส่งให้เจียวเหลียงไปด้วย
นึกถึงพฤติกรรมของสองคนนี้ที่เพิ่งผลักนางออกไปรับเคราะห์ เจียงจิ่นก็อดยกมุมปากขึ้นไม่ได้
นางกระโดดไปข้างหน้าสองก้าว มาถึงข้างทหารหน้ากลม
ถ้าจำไม่ผิด ทหารหน้ากลมคือคนเก็บกุญแจโซ่ตรวนมือและเท้าของคนกลุ่มนี้
นางย่อตัวลง ล้วงมือที่เอวของเขา คลำไปมา ก็พบกุญแจพวงหนึ่งจริง ๆ
กุญแจที่พอดีกับรูกุญแจตรวนเท้าของนาง เสียบเข้าไปบิดดังแกร๊ก คลิก เปิดแล้ว!
เจียงจิ่นรู้สึกเบิกบานทั้งกายใจ เตะตรวนเท้าทิ้งไป
นางเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก แล้วไปปลดคาไม้และตรวนเท้าตรวนมือให้โจวซุยผู้เป็นพันธมิตร
เจียงจิ่นมองเปลือกตาที่สั่นระริกของเขา “หาของกินและยารักษาแผลเอง”
บาดแผลบนร่างโจวซุยดูเหมือนมากมาย แต่ไม่ถึงตายเลยสักแผล สำหรับเขาที่ออกรบมาตลอดปีถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาแค่หิวนั่นแหละ
เพราะโจวซุยเก่งกาจเกินไป แค่คาไม้กับตรวนเท้าก็ยังไม่พอให้วางใจ ดังนั้นตลอดทางจึงให้เขาดื่มน้ำแค่อึกเดียว กินหมั่นโถวหยาบ ๆ แค่หนึ่งลูกทุกสองสามวัน เพื่อประทังชีวิตไว้
เปลือกตาของโจวซุยสั่นอย่างรุนแรง ในที่สุดก็ลืมตาขึ้น เขากลอกตามองต่ำ มองเจียงจิ่นด้วยแววตาสับสนและซับซ้อน
เจียงจิ่นไม่สนใจเขาอีก หันไปหาชายร่างผอมที่ถูกผู้บัญชาการจ้าวถีบจนสลบ
คนนี้คือคนรับใช้ของจีเล่อ หัวหน้าขันที ตงซือ
ซื่อเหริน ก็คือขันที
เจียงจิ่นย่อตัวลงสำรวจลมหายใจเขา ยังมีชีวิตอยู่ นางใคร่ครวญครู่หนึ่ง ตัดสินใจใช้วิธีที่เก่าแก่ที่สุด นั่นคือกดจุดเหรินจง!
“ซี้ด!”
ตงซือฟื้นขึ้นมา เขามึนงงชั่วขณะ ไม่กี่อึดใจต่อมาก็เด้งตัวลุกพรวด ตะโกนลั่น “องค์หญิง องค์หญิง!”
เขามองไปรอบ ๆ อย่างร้อนรน เห็นศพเกลื่อนพื้น สีหน้ากลายเป็นสยดสยอง ร่างกายอ่อนปวกเปียก เขาคลานไปทางศพอย่างยากลำบาก “องค์หญิง ฮือ ๆ องค์หญิงอยู่ที่ใด”
เจียงจิ่น “...ข้าอยู่นี่”
นางย่อตัวอยู่ข้าง ๆ เขาชัด ๆ แต่เขากลับมองไม่เห็น
ตงซือตะลึงงัน รีบหันกลับไปทางต้นเสียง ดวงตาฉายแววยินดี “องค์หญิง พระองค์... พระองค์ไม่เป็นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เห็นนางเปื้อนเลือดเต็มตัว เขาหมอบราบกับพื้น น้ำเสียงปนสะอื้น “องค์หญิง เป็นความผิดของบ่าวเอง บ่าวปกป้องพระองค์ไม่ดี”
เจียงจิ่นลุกขึ้นยืน สั่งว่า “จัดของให้เรียบร้อย เราต้องรีบไปจากที่นี่”
ตงซือเงยหน้ามององค์หญิงที่ดูเหมือนเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาสับสนวูบหนึ่ง แต่ปากก็ตอบรับ “ขอรับ”
แม้เขาจะเป็นหัวหน้าขันทีของฮองเฮาจีเล่อ แต่ความจริงเขาไม่รู้จักองค์หญิงจิ่นหยางเลย
องค์หญิงจิ่นหยางถูกเลี้ยงดูที่วัดอิ๋นซานตลอด เสด็จกลับวังพำนักแค่ครึ่งเดือนทุกปี
เจียงจิ่นไม่สนใจเขาอีก เดินไปหาเจียงหยู
เจียงหยูตัวสั่นงันงกราวกับร่อนแป้ง ท่าทางนองเลือดของเจียงจิ่นเมื่อครู่นี้ทำให้นางหวาดกลัวแทบสิ้นสติ
นางไม่เข้าใจว่าเจียงจิ่นเปลี่ยนไปกะทันหันได้อย่างไร ถึงจะไม่ค่อยได้พบกัน แต่นางรู้ดีว่าจิ่นหยางถูกฮองเฮาจีเล่อปกป้องอย่างดี นิสัยค่อนข้างขี้ขลาด
เห็นเจียงจิ่นเปื้อนเลือดเดินมาหา ราวกับเห็นปีศาจร้ายมาเอาชีวิต
นางตัวสั่นอธิบาย “หก... น้องหก ข้า... ข้าเมื่อครู่ไม่ได้ตั้งใจ ข้าแค่... แค่ตกใจ”
เจียงจิ่นมาถึงตัวนาง ย่อตัวลง มือหนึ่งกดบนไหล่นาง สีหน้าอ่อนโยน “ไม่เป็นไร ข้าไม่ใส่ใจ”
เจียงหยูดีใจขึ้นมาในอก เงยดวงตาคล้ายลูกกวางมองเจียงจิ่นอย่างหวาด ๆ รอยยิ้มยังไม่ทันเบ่งบาน ก็ได้ยินเสียงฉึกเบา ๆ ความเจ็บปวดเสียดแทงมาจากกลางอก
เจียงจิ่นกระซิบข้างหูนาง “เพราะคนตาย หนี้สูญ!”
กริชถูกดึงออกจากอกเจียงหยู ส่งเสียงฉีกเนื้อฉีกหนังอันน่าขยะแขยงอีกครั้ง
ความตื่นกลัวและความเจ็บปวดทำให้นางเบ้หน้า เลือดไหลออกจากปากนาง “เจ้า... เจ้า...”
กริชถูกเช็ดบนเสื้อนาง เสียงของเจียงจิ่นราบเรียบไร้ระลอก
“เจ้าวางใจเถิด ท่านสวี่ของเจ้า อีกประเดี๋ยวข้าจะส่งไปเป็นเพื่อนเจ้า ให้เจ้าได้เป็นคู่รักสุขสันต์”
เจียงหยูรูม่านตาหดตัว นางรู้!
ที่แท้ นางรู้ทั้งหมด!!
มิน่าเล่า มิน่าเล่าช่วงนี้ฮองเฮาจีเล่อถึงได้หาเรื่องกลั่นแกล้งนางไม่หยุด!
ตึง
เจียงหยูทิ้งตัวลงกับพื้น ฝุ่นคลุ้งกระจัดกระจาย สีหน้าเบี้ยวบูดน่าเกลียดเพราะความกลัวสุดขีด ตายตาไม่หลับ
สวี่เซี่ยวอยู่ไม่ไกลเห็นทั้งหมดด้วยความหวาดผวา แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
เห็นเจียงจิ่นเดินมาหาเขา ตกใจจนลุกขึ้นหมายวิ่งหนี กลับถูกตรวนเท้าที่ขาเกี่ยวสะดุดล้มลงกับพื้น
เจียงจิ่นยิ้ม ก้าวเท้าเหยียบแผ่นหลังสวี่เซี่ยว มีดสีขาวแทงเข้า มีดสีแดงถอนออก
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของสวี่เซี่ยวที่ดิ้นรนอย่างรุนแรงก็อ่อนปวกเปียกลง เมื่อแน่ใจว่าเขาตายสนิทแล้ว เจียงจิ่นจึงลุกขึ้นหันไปทางพระสนมอีกสององค์
นางไม่รู้จักทั้งสองคนนี้เลย ตัวจริงไม่ได้อยู่วังบ่อย ฮ่องเต้เยี่ยนเองก็เจ้าชู้มาก ฝ่ายในถึงไม่มีสามพันนาง แต่สามร้อยก็ยังมี แถมยังเปลี่ยนบ่อยอีกด้วย
พระสนมทั้งสองรับรู้ถึงสายตาเจียงจิ่น ตกใจจนคุกเข่าหมอบราบกับพื้น ร่างกายสั่นไม่หยุด
เจียงจิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่สนใจนางทั้งสองอีก หันไปมองตงซือที่กำลังค้นศพอยู่
มือของตงซือชะงักค้าง ยิ้มแหย ๆ “องค์หญิง บนตัวพวกเขาอาจมีเงินทอง บ่าวก็เลยคิด...คิดว่า...”
เขาเกิดในครอบครัวยากจน เพราะไม่มีทางอยู่รอดจึงเข้าวังเป็นขันที ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าโลกนี้โหดร้ายเพียงใด
เจียงจิ่นยิ้ม “เจ้าทำดีมาก ทำต่อไป”
ตงซือขอบตาร้อนผ่าว เขานึกว่าองค์หญิงจะอบรมสั่งสอน ที่ไหนได้กลับได้รับคำชม
เจียงจิ่นในตอนนี้จะไม่มีทางคาดคิดเลยว่า เพราะคำชมของนางเพียงประโยคเดียว ภายหน้านางจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นศพที่หาตัวจับยากอยู่ข้างกาย
โจวซุยกินหมั่นโถวแห้งที่พวกทหารทิ้งไว้ พร้อมดื่มน้ำ ฟื้นกำลังขึ้นบ้างแล้ว
เขาลังเลครู่หนึ่ง ฝืนทนความอ่อนเพลียของร่างกาย ลุกขึ้นถามว่า “องค์หญิง ลำดับต่อไปจะไปซื่อโจวหรือพ่ะย่ะค่ะ”
แคว้นเยี่ยนมีห้ามณฑลใหญ่ สามมณฑลเหนือแม่น้ำเฉินเหอ คือ ฉงโจว เฟิงโจว และเจวี้ยนโจว โดยพื้นฐานถูกกองทัพของเจียว จี และฉวี่เจารุกรานยึดครองไปหมดแล้ว
มีเพียงอำเภอและหมู่บ้านหย่อมยางที่ตั้งตนต่อต้านอย่างแข็งข้อ ยังคงต่อสู้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
สองมณฑลทางใต้ของแม่น้ำเฉินเหอคือ ซื่อโจวและไห่เจียโจว
ไห่เจียโจวก็ถูกกองทัพมังกรยึดครองเช่นกัน
ส่วนซื่อโจวนั้น อำเภอจี้จี๋เป็นเขตศักดินาขององค์ชายใหญ่เจียงฉุน ปัจจุบันซื่อโจวถูกเจียงฉุนควบคุมอยู่ ถือเป็นกำลังอำนาจชอบธรรมเพียงหนึ่งเดียวที่แคว้นเยี่ยนเหลืออยู่ตอนนี้
แผ่นดินแตกดับ ภูผาล่มสลาย แผ่นดินถูกย่ำยี สงครามไม่จบสิ้น ประชาชนพลัดพรากไร้ที่อยู่ ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ในยุคสมัยกลียุคเช่นนี้ ที่เดียวที่พอจะปกป้ององค์หญิงได้ก็คงมีแต่ซื่อโจวขององค์ชายใหญ่เท่านั้น
เจียงจิ่นมองไปทางเมืองเหลียง ในดวงตาฉายแวบหนึ่งของความกระหายเลือด “ไม่ เราไปเมืองเหลียง!”