อย่างไรก็ตาม ในฐานะกองอัศวินองครักษ์ที่เคานต์อินทรีผู้องอาจคัดเลือกมาให้คุณชายเว่ยหลิน ก็ต้องทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ เพื่อตอบแทนบุญคุณของตระกูลเอ็กซ์ที่เลี้ยงดูพวกเขามา
ที่ขอบสนามฝึก เว่ยหลินมองอัศวินทั้ง 12 นายที่อยู่ห่างออกไปสองร้อยเมตรด้วยสายตาอันไกลโพ้น ภายในใจก็เข้าใจดีว่า คนเหล่านี้คือองครักษ์ที่ตระกูลมอบหมายให้ตน
เขาก้าวเดินเข้าไปหาพวกเขาพลางสังเกตการณ์ไปด้วย
ทั้งสิบสองคนล้วนยังหนุ่ม อยู่ในช่วงอายุระหว่างยี่สิบสี่ถึงยี่สิบแปดปี พอจะเห็นได้ว่าพวกเขามีพรสวรรค์ดีเพียงใด
หากไม่มีเหตุสุดวิสัย คนทั้งสิบสองที่ตระกูลมอบให้ตนนี้ จะเป็นเสาหลักเบื้องซ้ายขวาของตนในอนาคต
เท่าที่เว่ยหลินทราบ การจะฝึกอัศวินทองแดงขึ้นมาหนึ่งชุดตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย โดยไม่ใช้เงินหลายหมื่นเหรียญทองนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด และคนทั้งสิบสองที่ฝึกนี้ยังต้องมีพรสวรรค์ดีอีกด้วย ไม่เช่นนั้นต่อให้ฝึกอย่างไร ก็ได้เพียงพวกไร้ค่า
นักบวชหญิงแห่งจุติเทพแห่งชีวิตซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเห็นเว่ยหลินเดินมาถึง ก็ยกคทาขึ้น แล้วกล่าวเสียงทุ้มว่า "ภายใต้การเป็นพยานของจุติเทพแห่งชีวิต ขอเริ่มการปฏิญาณ"
"ชักดาบ"
เบลล์ได้ยินดังนั้นจึงสั่งการเสียงดัง
อีกสิบเอ็ดคนชักดาบยาวของอัศวินออกมา ยกขึ้นประคองไว้ที่หน้าอก แล้วจ้องมองเว่ยหลินด้วยความเคารพ
เว่ยหลินเห็นดังนั้น ก็ชักดาบสั้นที่พกติดตัวออกมาเช่นกัน ยกตั้งตรงขึ้นประคองไว้ที่หน้าอก สายตาจริงจังจ้องมองทั้งสิบสองคน
"ข้า เบลล์"
"ข้า แอนดรูว์"
"..."
"ขอสาบานด้วยเกียรติของตน ภายใต้การเป็นพยานของจุติเทพแห่งชีวิต ข้าขอปฏิญาณว่าจะทำสุดความสามารถ เพื่อต่อสู้เพื่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้า ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ยึดมั่นในจิตวิญญาณอัศวิน แหล่งคมดาบของเขาอยู่ที่ใด นั่นคือทิศทางของข้า"
"ข้า เว่ยหลิน ในฐานะผู้รับคำปฏิญาณของพวกเจ้า ยอมรับความภักดีของพวกเจ้า จะไม่ทอดทิ้งกัน จะขอให้จุติเทพแห่งชีวิตเป็นพยาน"
แสงศักดิ์สิทธิ์ส่องประกายออกมา ปกคลุมทั้งสิบสามคน
สายสัมพันธ์อันมองไม่เห็นได้ผูกชะตากรรมของทั้งสิบสองคนเข้ากับเว่ยหลิน
"การปฏิญาณเสร็จสมบูรณ์ ขอจุติเทพแห่งชีวิตผู้ยิ่งใหญ่คุ้มครองพวกเจ้า" นักบวชชราประกาศเสร็จสิ้น จากนั้นก็เดินลงไปพักผ่อนภายใต้การนำทางของพ่อบ้านคนหนึ่ง
ทั้งสิบสามคนเก็บดาบเข้าฝักพร้อมกัน เป็นอันปิดฉากพิธีปฏิญาณครั้งนี้
จากวินาทีนี้เป็นต้นไป อัศวินระดับทองแดงชั้นสูงทั้งสิบสองนายนี้จะเป็นหนึ่งเดียวกันกับเว่ยหลิน รุ่งเรืองด้วยกัน เสื่อมถอยด้วยกัน
"ทุกท่าน พวกท่านเลือกข้า ข้าจะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง"
เว่ยหลินกวาดตามองทั้งสิบสองคน จดจำใบหน้าของพวกเขาไว้ในใจ
จากนั้น เขาก็ตรงไปยังกล่องที่เก็บอาวุธ เปิดฝาออก เผยให้เห็นดาบยาวระดับยอดเยี่ยมที่เก็บอยู่ภายใน
"ในฐานะนายของพวกเจ้า นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้พวกเจ้า"
"นอกจากนี้ ม้าแผงคอแดงที่นี่ พวกเจ้าเลือกคนละหนึ่งตัวเป็นพาหนะ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเป็นดาบคมของข้า ช่วยข้าบุกเบิกอาณาเขต"
"ขอบคุณนายท่าน" ทั้งสิบสองคนตอบพร้อมกันเป็นเสียงเดียว
ในที่ที่พวกเขามองไม่เห็น ณ หน้าต่างบานหนึ่งของป้อมปราการหลัก เคานต์อินทรีผู้องอาจได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ด้วยตาตนเอง
แองกัสรู้สึกชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการกระทำของลูกชายคนที่ห้าของตน
ต่อผู้ที่ภักดีต่อตน ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ควรตระหนี่ถี่เหนียว เพียงเท่านี้จึงจะสามารถดึงใจผู้ใต้บังคับบัญชาไว้ได้ในเวลาอันสั้นที่สุด
ในสนามรบ คนที่ยอมรับดาบแทนเจ้าได้ตลอดกาลคืออัศวินของเจ้า
ภรรยา ลูก หรือแม้กระทั่งพี่น้องของเจ้า ล้วนไม่มีทางทำเพื่อเจ้าได้เช่นนี้
นี่คือบทเรียนที่แองกัสค่อย ๆ ซึมซับมาตลอดสามสิบปี
"พวกเจ้าลงไปเตรียมตัวกันได้ พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทาง ออกจากปราสาทวินด์เซอร์ มุ่งหน้าสู่เมืองเอกมณฑลซีเหอ"
"รับทราบตามคำสั่งของท่าน"
ทั้งสิบสองคนยกกำปั้นทุบหน้าอก ก้มหน้าลงเล็กน้อย กล่าวด้วยความเคารพ
มองดูเงาหลังจากที่พวกเขาจากไป เว่ยหลินเริ่มตรวจสอบสิ่งของที่เหลืออยู่ หลังจากมั่นใจว่าไม่มีผิดพลาด จึงสั่งให้คนรับใช้ขนย้ายสิ่งของเหล่านี้ไปที่รถม้าด้านนอกป้อมปราการรองที่ตนพำนัก
จากนั้น เขาก็มุ่งหน้าไปยังป้อมปราการหลัก เพื่อเตรียมลากลามารดาของตน
เพราะการจากลาในครั้งนี้ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะได้พบกันอีก
เช่นเดียวกับพี่ชายคนที่สี่ที่จากไปเมื่อห้าปีก่อน ไม่เคยกลับมาสักครั้ง ไปดิ้นรนอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักตลอดมา
ไม่ส่งเสียงก็แล้วไป พอส่งเสียงทีต้องดังลั่น
นี่คือคำประเมินของเว่ยหลินที่มีต่อพี่ชายคนที่สี่ของตน ทั้งความมุ่งมั่นและพรสวรรค์ของเขา ล้วนคู่ควรกับคำประเมินแปดตัวอักษรนี้
สมองคิดวนเวียนไปมาว่าจะลามารดาอย่างไรดี
โดยไม่รู้ตัว ก็มาถึงหน้าห้องของมารดาแล้ว
เขาผลักประตูเบา ๆ มองเห็นอาลิซา มารดาของตนนั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่าง อาศัยแสงอาทิตย์ ถักผ้าพันคอในมือ
หัวหน้าสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นเว่ยหลินมาถึง ก็ก้มหน้าลงกระซิบอะไรบางอย่าง
อาลิซาหยุดงานในมือ เงยหน้าขึ้นมองเว่ยหลิน
ไม่รู้ว่าทำไม เรื่องที่คิดไว้ในใจมากมายถึงกับพูดไม่ออกในชั่วขณะนี้
"ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะต้องจากไปแล้ว"
"อืม แม่รู้แล้ว ลูกอินทรีน้อยของแม่โตขึ้น ต้องบินสูงไปแล้ว มีเป้าหมายที่ต้องไขว่คว้าด้วยตัวเอง ขอให้ลูกกลับมาอย่างมีเกียรติ"
"วันนั้นจะต้องมาถึงแน่นอน ท่านแม่"
เว่ยหลินก้าวเดินเข้าไป โอบกอดมารดาของตน เพื่อเป็นการลาครั้งสุดท้าย
คำพูดมากมายนับพัน หลอมรวมอยู่ในการโอบกอดครั้งนี้
ไม่รู้ว่านานเท่าไร เว่ยหลินถือผ้าพันคอที่มารดามอบให้ ออกจากห้องของนาง
หลังจากนั้น เขาก็ไปยังห้องทำงานของบิดา เพื่อแจ้งเรื่องการจากลาครั้งนี้ และได้รับคำเตือนกับคำอวยพรจากท่าน
หลังจากลาบิดามารดาเรียบร้อย เว่ยหลินกลับมายังห้องของตน ให้อัศวินอารักขาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสองคนเก็บข้าวของ เตรียมตัวออกเดินทางในวันพรุ่งนี้
...
ศักราชเรืองรอง 9720 ปีที่ 4 เดือน 3 วันที่ 3 ณ ประตูเมืองด้านตะวันออกของปราสาทวินด์เซอร์ เว่ยหลินสวมชุดเกราะผ้าเนื้อเบา ขี่ม้าแผงคอแดงตัวสูง มองไปยังมุมหนึ่งของปราสาทวินด์เซอร์ แล้วสั่งการเสียงดัง "ออกเดินทาง"
ภายใต้คำสั่งของเขา รถม้าหกคัน อัศวินองครักษ์สิบสองนาย อัศวินอารักขาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะสองคน รวมกันเป็นกองคาราวานเรียบง่าย ออกจากปราสาทวินด์เซอร์ มุ่งหน้าสู่เมืองเอกมณฑลซีเหอ
มณฑลซีเหอตั้งอยู่ใจกลางแดนใต้ของราชอาณาจักรอีเลีย มีพื้นที่ถึงเก้าแสนห้าหมื่นตารางกิโลเมตร ภายในมีอาณาเขตของมาร์ควิสสองแห่ง อาณาเขตของเคานต์สามแห่ง และอาณาเขตของไวส์เคานต์กับบารอนอีกกว่าหนึ่งร้อยแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ระหว่างอาณาเขตของขุนนางใหญ่ทั้งห้า ตั้งอยู่ตามรอยต่อเขตแดน คอยเป็นเขตกันชน
เพื่อหลีกเลี่ยงเทือกเขาซาฮาเคลอสซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตเหล็กกล้าหาญ เว่ยหลินจึงตัดสินใจอ้อมไปทางอาณาเขตภูเขาป่าเขา เพื่อเลี่ยงการซุ่มโจมตีของกองกำลังศัตรูระหว่างทาง แล้วมุ่งหน้าสู่มณฑลซีเหอ
แม้เส้นทางนี้จะต้องอ้อมไปอีกกว่าสองร้อยกิโลเมตร แต่อย่างไรก็ดีกว่ากำลังที่เพิ่งเริ่มงอกเงยของตนจะถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก
กว่าสิบวัน หลังจากเดินทางเป็นระยะทางหกร้อยกิโลเมตร เว่ยหลินและคณะก็เดินทางมาถึงเมืองเอกมณฑลซีเหออย่างปลอดภัย เมืองใหญ่ที่อยู่ภายใต้การปกครองโดยตรงของราชวงศ์ ครอบคลุมพื้นที่สี่ร้อยตารางกิโลเมตร มีเขตอำนาจปกครองหนึ่งหมื่นตารางกิโลเมตร มีประชากรมากกว่าสองล้านคนอาศัยอยู่
ลูบคลำม้าคู่ใจ เว่ยหลินเงยหน้ามองกำแพงเมืองสูงสามสิบเมตรของเมืองเอกมณฑลซีเหอ ซึ่งสูงกว่าหอคอยของปราสาทวินด์เซอร์ถึงสามเมตร
บนท้องฟ้า มีอัศวินกริฟฟินบินผ่านเป็นระยะ ๆ
เขาจำได้ว่า ตระกูลเอ็กซ์ก็อุปถัมภ์กองอัศวินกริฟฟินอยู่กองหนึ่ง มีสมาชิกหนึ่งร้อยยี่สิบคน แต่ละคนล้วนเป็นระดับเงินชั้นกลาง
ในโลกนี้ จากล่างขึ้นบน อาชีพทั้งหมดสามารถแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น ผู้ฝึกหัด ทองแดง เงิน ทองคำ วิญญาณ ดำนาน และอื่น ๆ ส่วนระดับเหนือมนุษย์ที่อยู่ถัดไป ในเวลานี้เขายังไม่ทราบ
