ตึกสูงทาชาดแดงตั้งตระหง่านกลางเมืองอวิ๋นโจว เหนือประตูใหญ่มีป้ายแขวน จารึกว่าหอเฟิงเสวี่ย
ลูกกริ่งทองแดงใต้ชายคาดังกังวานท่ามกลางลมเหนือ ราวกับขับขานท่วงทำนองกล้าหาญเอกลักษณ์แห่งแดนชายขอบ
ตึกสูงสามชั้น ชั้นล่างเชื่อมเส้นทางพาณิชย์ กองคาราวานอูฐและม้าแวะพักคลายเหนื่อยล้าที่นี่
ชั้นกลางมีห้องพิเศษสิบสองห้อง ตั้งชื่อตามภูมิทัศน์ชายแดนเหนือ อาทิ คมน้ำค้าง เกราะเหล็ก และไฟสัญญาณศึก
ชั้นบนสุดเป็นแท่นชมดาว เปิดหน้าต่างเห็นเปลวไฟเดียวดายกลางทะเลทรายตั้งตระหง่านคู่ภูเขาหิมะ เหล่านักอักษรและกวีมักยกจอกเชิญจันทราที่นี่ เมามายแล้วใช้ถ่านวาดเขียนเขียนบทกวีและวาดภาพบนคานและเสา นานวันเข้า ไม้ระแนงและผนังทั้งตึกถูกคราบหมึกซึมชุ่ม ราวกับบทกวีมหากาพย์ที่จารึกในวายุหิมะ
เล่าขานว่าหอเฟิงเสวี่ยมีสามเลิศหนึ่งสำเนียง
สามเลิศคือสามอาหารเด็ด หนึ่งคือ ทหารม้าทะยานอัสนี ทำจากซี่โครงแกะอ้วนพีแห่งมั่วเป่ยย่างไฟ คลุกเครื่องหมักกระเทียมป่าและเหล้าแรง พอกัดเปลือกนอกกรอบหอมระเบิด ราวได้ยินกองทัพนับหมื่นเหยียบถล่มทุ่งหิมะ
สองคือ ไข่มุกทะเลกว้างใหญ่ ใช้ปลาเก๋าสดจากทะเลสาบน้ำแข็ง ตุ๋นน้ำหิมะเบาไฟ โรยเกลือเพียงหยิบมือ เนื้อปลานุ่มดั่งไขมันเยิ้ม น้ำซุปใสแจ๋วดั่งแก้ว เปรียบดั่งผิวทะเลสาบเงียบสงบใต้คืนจันทร์ชายแดน
สามคือ ย่างหนอกอูฐไฟสัญญาณศึก คัดส่วนนุ่มหอมที่สุดของอูฐที่เดินทางไกลนับพันหลี่ ใช้เปลวอ่อนฟืนสนย่างช้า ๆ หกชั่วยาม นอกกรอบในนุ่ม หยดน้ำมันร่วงหล่นพลุ่งควันเขียว ราวหอคอยสัญญาณไฟจุดโหมอีกครั้ง
