"คลอดแล้ว!"
"ผู้ชายหรือเปล่า?"
"แม่.. เป็นเด็กผู้หญิง.."
"อะไรนะ! เด็กผู้หญิงอีกแล้ว!"
"ไหงเป็นตัวขัดสนอีกตัว! เอาไปทิ้ง! จับไปทิ้งให้ฉันเดี๋ยวนี้! นี่คลอดเด็กผู้หญิงมากี่คนแล้ว! ทำไมถึงคลอดผู้ชายออกมาสักคนไม่ได้นะ!"
ในห้องมีเสียงของแม่และพี่สะใภ้ดังมา..
สวีเจิ้งที่ยืนอยู่ตรงลานบ้านได้ยินเสียงนั้น ในแววตาเต็มไปด้วยความสับสนเล็กน้อย
เขามองไปรอบ ๆ สำรวจทุกสิ่งตรงหน้า..
ลานบ้านเก่าโทรม ต้นมะพร้าวที่ตั้งตระหง่านอยู่นอกลาน ไม่ไกลออกไป พ่อของเขาที่อายุยังน้อยกำลังก้มหน้าสูบบุหรี่ ส่วนพี่ชายที่ก็อยู่ในวัยหนุ่มแน่นเหมือนกันกำลังนั่งยอง ๆ ข้างพ่อพร้อมคาบมวนบุหรี่อยู่หนึ่งมวน
นี่มัน...
เกิดใหม่!
ไม่นึกเลยว่าจะได้เกิดใหม่ย้อนกลับไปถึงปีแปดสิบสี่ ย้อนกลับไปตอนเขาอายุยี่สิบแปดปี..
เขาจำได้ว่าตัวเองนอนป่วยอย่างเดียวดายอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ไม่มีญาติพี่น้องสักคนอยู่ข้างกาย
เขารู้สึกได้ว่าร่างกายหนาวเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่รอคอยความตาย ในใจก็รู้สึกเสียใจกับหลายเรื่องที่เคยทำในอดีต นึกไม่ถึงว่าพอทุกอย่างมืดมิดไปชั่วครู่ พริบตาต่อมาเขากลับมาอยู่ที่นี่!
ภาพเบื้องหน้านี้คือภาพในความทรงจำของเขา!
ช่วงทศวรรษที่แปดสิบ โดยเฉพาะในชนบท แนวคิดยึดติดว่าลูกผู้ชายสำคัญกว่าลูกผู้หญิงนั้นฝังรากลึกยิ่งนัก..
สวีเจิ้งก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น..
นับรวมถึงลูกที่เพิ่งคลอดวันนี้ เขามีลูกเก้าคน และเด็กทั้งเก้าคนนี้ล้วนเป็นผู้หญิงทั้งหมด..
ในชาติก่อน เพราะว่าตนไม่มีลูกชาย สวีเจิ้งจึงไม่เอ็นดูลูกสาวเหล่านี้เลย ปกติไม่เคยใส่ใจดูแล แล้วยังดุด่าทุบตีพวกนางเรื่อย ๆ..
ที่จริง ตอนที่ภรรยาเขาตั้งท้องลูกคนที่เก้า สวีเจิ้งก็ตั้งความหวังกับลูกคนนี้มาก หวังว่าจะเป็นลูกชายเสียหน่อย
แต่ผลคือคลอดออกมาก็ยังเป็นลูกสาวดังเดิม สวีเจิ้งผิดหวังมาก เขาเปลี่ยนความผิดหวังให้กลายเป็นความโกรธเกรี้ยว แล้วระบายอารมณ์ลงที่ภรรยาและลูก เมามายและพนันขันต่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาวันแล้ววันเล่า..
พอกลับถึงบ้านตอนที่เสียเงินพนันหรือเมาได้ที่.. ก็ลงมือตีลูกรุนแรงกว่าเก่า..
ในจำนวนนั้นมีลูกสาวสองคนที่ถูกเขาตีจนขาหัก และเพราะเขาเสียดายค่ารักษา ไม่ยอมพาลูกไปโรงพยาบาล ทำให้เด็กทั้งสองคนพิการไปตลอดชีวิต ภายหลังต้องแต่งงานกับชายแก่เร่ร่อน ใช้ชีวิตอย่างน่าสังเวช..
ส่วนลูกสาวอีกหกคนที่เหลือ มีสองคนที่กลัวว่าจะถูกสวีเจิ้งตีขาหักเช่นกัน จึงตัดสินใจใช้วิธีสุดขั้ว โดดทะเลฆ่าตัวตายด้วยกัน..
อีกคนถูกข่มขวัญจนกลายเป็นบ้าไปเลย..
ลูกสาวที่เสียสติคนนี้มีพรสวรรค์ในการวาดรูปมาก ช่วงเวลาที่สวีเจิ้งเห็นนางได้มากที่สุด ก็คือตอนที่นางหมอบวาดรูปอะไรต่อมิอะไรด้วยกิ่งไม้บนพื้น..
ครั้งหนึ่งมีคนจากในเมืองมาเห็นแววของนาง อยากจะรับนางเป็นศิษย์ แต่สวีเจิ้งกลับปฏิเสธโดยไม่ทันแม้แต่จะคิด แถมยังกลับมาทุบตีลูกสาวอีกครั้งหนึ่ง กำชับว่าห้ามวาดรูปบนพื้นอีกต่อไป..
สาเหตุที่สวีเจิ้งทำไปนั้น เป็นเพียงเพราะเขาไม่ชอบลูกสาวเฉย ๆ..
อีกสามคนที่เหลือก็ออกจากบ้านไป ไม่มีข่าวคราวให้เห็นอีกเลย..
ส่วนภรรยาของเขา รับแรงกระแทกนั้นไม่ไหว สุดท้ายนางก็ยกลูกสาวที่เล็กที่สุดให้ครอบครัวหนึ่งในเมือง ส่วนตัวเองดื่มยาพิษฆ่าตัวตายตามไป..
ภรรยาฆ่าตัวตาย ลูกก็ตายบ้าง พิการบ้าง ทว่าแรก ๆ สวีเจิ้งก็ไม่เคยใส่ใจ
อย่างไรเสียเด็กพวกนั้นก็เป็นแค่ลูกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ส่วนภรรยา—ภรรยาที่ออกลูกได้แต่ผู้หญิง ก็ไม่ต้องเอา!
เขาอยากหาเมียใหม่ สร้างลูกต่อไป ต้องให้มีลูกชายให้ได้สักคน..
แต่ใคร ๆ ก็รู้เรื่องราวในบ้านเขากระจ่างแจ้ง ไม่มีครอบครัวไหนยอมยกลูกสาวให้เขาเลย ทำให้ครึ่งชีวิตที่เหลือของเขาต้องเป็นพ่อม่ายอยู่อย่างนั้น..
จนกระทั่งหลายปีผ่านไป เมื่อถึงตรุษจีน เขาเห็นครอบครัวของคนอื่นมีลูกมีหลานอยู่กันพร้อมหน้า เห็นภาพลูกสาวคนอื่นคอยซื้อบุหรี่ ซื้อเหล้า และเสื้อผ้าให้พ่อของตนอย่างกตัญญู
ภายหลัง ตอนเขาอายุห้าสิบหกปี เขาถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย..
นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล รู้สึกถึงความเจ็บปวดของร่างกาย มองดูภาพที่ลูกสาวและหลานของเพื่อนร่วมห้องมาหาเยี่ยม แต่ตนกลับเดียวดายไม่มีใครถามไถ่..
มองดูครอบครัวคนอื่นสมบูรณ์พร้อม เขาอิจฉา และก็เสียใจ... ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากตัวเขาเอง..
ตัวเขาในวัยหนุ่มได้ทำสิ่งที่ชั่วช้าสารเลวเพียงใด!
ไม่มีลูกชายแล้วมันจะเป็นไรไป?
ลูกชายจะกตัญญูเสมอไปหรือ?
ครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านเดียวกัน มีลูกชายถึงห้าคน ผลคือไม่มีสักคนที่กตัญญู สุดท้ายก็ลำบากไม่ต่างจากเขาเท่าไร..
ลูกสาวล้วนเป็นตัวขัดสนหรือ?
พูดกันตามตรง ที่จริงแล้วลูกจะดีต่อพ่อแม่หรือไม่นั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่..
เพียงแค่สอนดี ไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาวก็กตัญญูได้เท่าเทียมกัน ซ้ำลูกสาวยังอ่อนโยนละเอียดอ่อนมาแต่กำเนิด ดูแลพ่อแม่ได้ดีเสียด้วยซ้ำ..
"ส่งเด็กมาให้ข้า! ข้าจะโยนลงทะเลให้ปลากิน!"
บัดนี้ เสียงของแม่ก็ดังออกมาจากห้องอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเสียงนี้ แววตาของสวีเจิ้งก็ชัดเจนขึ้นหลายส่วน
เขามองไปที่ประตูห้องซึ่งปิดสนิท แล้วก้าวเท้าตรงเข้าไป
ถึงหน้าประตู สวีเจิ้งผลักประตูออก ก้าวข้ามธรณีเข้าไปภายใน
จากนั้นก็เห็นแม่กับพี่สะใภ้ของเขายืนอยู่หน้าเตียง บนเตียง หลี่ชิงอวี๋ภรรยาของเขานอนหน้าซีดเซียว อุ้มทารกแรกคลอดไว้ในอก..
ผู้เป็นแม่กำลังก้มตัวหมายจะแย่งเด็กไป ส่วนหลี่ชิงอวี๋เม้มริมฝีปากแน่น ไม่ส่งเสียงใด ๆ สองมือกอดเด็กไว้แน่นแนบตัว ในดวงตามีทั้งความคับแค้นและความดื้อรั้นจ้องมองแม่ของสวีเจิ้งที่พยายามจะแย่งชิงเด็กไป
"แม่!"
สวีเจิ้งเอ่ยเรียกเสียงหนึ่ง
พอเรียกแล้ว สวีเจิ้งก็หันไปปิดประตูก่อน แล้วจึงเดินกลับไปยังหน้าเตียง
ฝ่ายแม่ของสวีเจิ้งเมื่อได้ยินเสียงลูกชายก็ยังไม่หยุดแย่งเด็ก แถมยังเอ่ยว่า "ลูก เร็วเข้า บอกให้เมียแกปล่อยมือ! มันเกิดมาเป็นตัวขัดสนอีกแล้ว! นี่ลูกคนที่เก้าแล้วนะ! นางตั้งใจจะให้สกุลซวี่ของเราหมดเชื้อสายเลยมิใช่หรือ!"
แม่ของเขาพูดจบ สวีเจิ้งก็มาถึงข้างเตียง..
สายตาเขาหยุดอยู่ที่ร่างของหลี่ชิงอวี๋บนเตียง..
เสื้อบนกายนางเปียกโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ใบหน้างามนั้นไร้สีเลือด ฟันขาวสะอาดเม้มอยู่ที่ริมฝีปากซีดเซียว ดวงตาคู่นั้นแฝงไว้ด้วยความสิ้นหวังและอ้อนวอนพร้อมส่งมาทางเขา..
หลี่ชิงอวี๋รู้ดีว่าสวีเจิ้งไม่ชอบลูกสาว..
ปกติเวลาเจอลูกสาวแปดคนที่แก่กว่า เขาก็แสดงสีหน้ารำคาญอยู่ร่ำไป ขยันดุด่าตบตีเด็ก แม้แต่ตอนที่เด็กไปถูกรังแกข้างนอก เขาก็ยังไม่คิดจะสนใจถามไถ่..
เดิมทีการตั้งครรภ์ครั้งนี้ของนาง เขาก็พร่ำบ่นอยู่ตลอดว่าต้องได้ลูกชายสักที
ทว่าผลลัพธ์ก็ยังเป็นลูกสาวอีก
ถึงตอนนี้สวีเจิ้งจะยังไม่ปริปาก แต่หลี่ชิงอวี๋ก็รู้ดีแก่ใจว่าใจของสวีเจิ้งกำลังเดือดดาลปานใด!
การคลอดลูกสาวก็ไม่ใช่ความผิดของนาง!
นางก็ไม่อยากให้มีแต่ลูกสาวเหมือนกัน..
แต่เด็กก็คลอดออกมาแล้ว ที่สุดแล้วก็คือเนื้อที่ขาดจากตัวนาง เป็นเวลาสิบเดือนที่นางต้องอุ้มท้องอย่างยากลำบาก..
นางจะยอมให้ใครเอาลูกไปทิ้งไม่ได้เด็ดขาด!
เพียงแต่..
ตัวนางเป็นแค่ผู้หญิง จะไปห้ามปรามได้อย่างไร?
ใจของหลี่ชิงอวี๋เวลานี้มีแต่ความสิ้นหวัง
นางร่ำไห้ไร้เสียง คราบน้ำตาที่คลออยู่ยิ่งทำให้ดวงตาจับจ้องมาที่สวีเจิ้งไม่วาง
และภายใต้สายตาจ้องมองของนาง สวีเจิ้งเองก็ก้มตัวลง สายตาไปหยุดอยู่ที่ทารกน้อยในอ้อมอก..
นี่คือลูกสาวคนที่เก้าของเขา..
ในชาติก่อน เมื่อรู้ว่าหลี่ชิงอวี๋คลอดลูกสาวอีกแล้ว สวีเจิ้งก็ไม่แม้แต่จะก้าวเข้าไปในห้อง มีแต่หันหลังผลุนผลันออกประตู ไปหาพวกเพื่อนเลว ๆ ดื่มเหล้า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาจากไป เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย..
เขาเองก็ยังไม่เคยทำใจดี ๆ มองดูลูกสาวคนเก้าที่เพิ่งเกิด..
ครานี้ได้เห็นเสี่ยวจิ่ว ผิวสีแดงระเรื่อ หมัดน้อยสองข้างกำแน่น ผมบาง ๆ มีไขมันทารกติดอยู่ไม่น้อย ปากสีชมพูระเรื่อ สันจมูกเล็ก ๆ..
เด็กแรกเกิดไม่ได้น่ารักอะไรนัก..
แต่ในสายตาของสวีเจิ้งเวลานี้ มันช่างน่าเอ็นดูนักหนา..
มุมปากของเขาเผลอยกยิ้มอย่างเอ็นดู ไม่ทันตั้งตัว พลางยื่นมือไปหมายจะลูบหน้าเล็ก ๆ ของเด็ก
ทว่าหลี่ชิงอวี๋เห็นมือที่สวีเจิ้งยื่นมากลับคิดว่าเขาจะมาแย่งลูกตน จึงรีบหลบหลีกไป
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ มือของสวีเจิ้งก็ค้างแข็งอยู่เช่นนั้น
ขณะนั้น แม่ของสวีเจิ้งที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดรนทนไม่ได้อีกต่อไป ฟาดคิ้วขว้างตา เอานิ้วชี้หน้าหลี่ชิงอวี๋ด่าทอทันควัน "หนอยแน่ะ! ยังกล้าหลบอีก! ปีก่อนตอนแกถูกส่งลงชนบทฐานะปัญญาชนหนุ่มสาว มาที่หมู่บ้านเรา แล้วพลัดตกน้ำ ถ้าเสี่ยวเจิ้งไม่ช่วยไว้ล่ะก็แกคงถูกปลากินไปนานแล้ว!"
"หลายปีมานี้บ้านเราให้กินให้อยู่ ปฏิบัติต่อแกดีจนจะแย่อยู่แล้ว แกไม่ตอบแทนบุญคุณบ้านเราก็แล้วไป ยังมาคลอดตัวขัดสนให้สกุลซวี่ตั้งเก้าคน! หรือว่าชาติก่อนเราทำผิดต่อแกไว้! ถึงได้ตามมาแก้แค้นเราชาตินี้!"
ฟังคำแม่เขาเริ่มหยาบคายขึ้นเรื่อย ๆ สวีเจิ้งก็รีบว่า "แม่! อย่าพูดอีกเลย!"
น้ำเสียงสวีเจิ้งค่อนข้างดุดัน..
แม่ของเขาฟังแล้ว คำพูดที่กำลังพรั่งพรูก็หยุดลงฉับพลัน แล้วมองสวีเจิ้งด้วยความแปลกใจ
สวีเจิ้งเห็นดังนั้นจึงหันไปพูดกับพี่สะใภ้ที่ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ "พี่สะใภ้ ช่วยพาแม่ออกไปหน่อยเถอะ.."
พี่สะใภ้รับคำแล้วก็ฉุดกระชากแม่ของสวีเจิ้งจะออกจากห้อง
แม่ของสวีเจิ้งถูกดึงออกไปพลางบ่นด่าไม่หยุด..
พอดึงออกไปถึงประตู สวีเจิ้งก็พูดขึ้นอีกครั้ง
"พี่สะใภ้ อีกเดี๋ยวรบกวนช่วยยกน้ำร้อนมาให้ผมสักกะละมังด้วยนะครับ.."
พี่สะใภ้ "อา ได้สิ.."
แม่ของสวีเจิ้ง "น้ำร้อนอะไรของเอ็ง! เกิดตัวขัดสนให้เราตั้งเก้าตัว จะว่าไป... ก็แค่หย่ากับนางเสียเถิด แล้วหาใหม่.."
ผลั๊วะ!
ประตูห้องถูกปิดลง..
เสียงของแม่สวีเจิ้งเบาลงไปหลายส่วน ภายในห้องหลงเหลือเพียงสวีเจิ้ง หลี่ชิงอวี๋ และเสี่ยวจิ่วผู้เพิ่งลืมตาดูโลก รวมเป็นสามคนเท่านั้น