เวลานี้ เฉินเหวินเข้าสู่โลกภายในของศิลาจารึกอารักขาแล้ว
ณ ที่แห่งนี้ เขาเห็นกระแสแสงนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่
มันดูแพรวพราวเจ็ดสี สะท้อนให้โลกภายในทั้งหมดงดงามระยิบระยับอย่างยิ่ง
และภาพตรงหน้านี้ก็เป็นสิ่งที่เขาเห็นเป็นครั้งแรก
ทว่า เฉินเหวินมิได้สนใจมันมากนัก กลับนั่งขัดสมาธิลงโดยตรง
ด้วยประสบการณ์คราก่อนที่ศิลาจารึกศักดิ์สิทธิ์ เขารู้ว่าเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องใช้ใจสัมผัส
และทุกสิ่งที่ตามองเห็น หาใช่ของจริงไม่
กล่าวให้ชัดก็คือ ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
คิดได้ดังนั้น เฉินเหวินก็สงบนิ่งสนิท และใช้ไท่ซ่างกวานเซี่ยงฝ่าในทันที
อย่างช้าๆ รอบกายเฉินเหวินเริ่มแผ่กลิ่นอายล้ำลึกออกมา
ส่วนกระแสแสงที่ลอยอยู่ในอากาศ ก็ค่อยๆ รวมตัวมายังทิศทางของเฉินเหวิน และจมเข้าสู่ร่างของเขาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย
โลกแห่งเจตนารมณ์ของเฉินเหวินก็เริ่มมีสีสันเจ็ดสีแพรวพราวขึ้นมาเช่นกัน
แต่เฉินเหวินทำเหมือนไม่ได้รู้สึกถึงมัน ยังคงจดจ่ออยู่กับการหยั่งรู้ถึงโลกแห่งอารักขาแห่งนี้
เวลาผันผ่านไปทีละนิดเฉกเช่นสายน้ำ
ส่วนโลกภายนอก เรื่องที่เฉินหงเหมียนถูกทำร้ายก็แผ่ลามไปทั่วพื้นที่ทางผ่านสู่แดนนอกด้วยความเร็วราวกับไฟป่า
กองทัพอัคคีมังกรหงส์เคลื่อนพลครั้งใหญ่ ออกตามหาเฉินหงเหมียนอย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่สกุลเย่และเฉินป้าเต้าพวกนั้น ก็พลั่งพล่านด้วยความเดือดดาลเช่นกัน
พวกเขาคาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของโจวอี้เทียนกับพวก แต่ก็หาได้เจอหลักฐานที่เป็นรูปธรรม
ด้วยเหตุนี้ สองขั้วอำนาจปะทะกันอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า เกือบจะถึงขั้นที่ต้องสู้ตายกันไปข้างแล้ว
เวลานี้ ภายในสกุลเย่
เย่ฉางเซิงนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ด้านล่างมีเฉินป้าเต้าที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชารุนแรงกับพวกนั่งอยู่
