“ผู้ช่วยเหลือ? ฮ่า ๆ ๆ”
บรรพชนเทียนซาหัวเราะลั่นอย่างดูแคลน “ในดินแดนโบราณเต๋าแห่งนี้ ใครกล้ายุ่งเรื่องของบรรพชนเทียนซาอย่างข้า? ต่อให้คนจากสำนักงานใหญ่ของภูเขาหมุนเวียนวัฏสงสารของเจ้ามาแล้วจะทำอะไรข้าได้? แค่ขุมกำลังไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ยังกล้ามากำเริบเสิบสานต่อหน้าข้า จงพังทลายไปเสีย!”
สิ้นเสียง เขาก็ฟาดฝ่ามือออกไปอย่างฉับพลัน
ฝ่ามือยักษ์สีดำสนิทบดบังฟ้าดิน พันรอบด้วยปราณอำมหิตที่กัดกร่อนทุกสิ่ง กระหน่ำใส่มม่านแสงป้องกันของสมาคมการค้าอย่างรุนแรง
ครืน!
ม่านแสงบิดเบี้ยวอย่างหนัก รอยร้าวแผ่ลามไปทั่วผิว
ยอดฝีมือของสมาคมการค้าที่ควบคุมค่ายกลต่างกระอักเลือด ล้มลงกับพื้น ม่านแสงพลันหม่นแสงลงไปหลายส่วน
“ท่านประมุข ต้านไม่ไหวแล้วขอรับ”
ลูกน้องร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก
ลมหายใจของหลินซิงหลานปั่นป่วน แววร้อนใจวูบผ่านดวงตา
เมื่อเห็นเช่นนั้น บรรพชนเทียนซาก็แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดิม “แขนตั๊กแตนริอาจขวางรถ ฝ่ามือถัดไปจะทำให้พวกเจ้าสลายเป็นเถ้าธุลีแน่ จง...”
ขณะที่เขายกฝ่ามือขึ้นอีกครั้ง จู่ ๆ ก็มีเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินดังขึ้นระหว่างฟ้าดิน
ราวกับเวลาชะลอลงในชั่วขณะนั้น
ร่างในชุดเขียวกับชุดขาวพลันปรากฏขึ้นบนหลังคาตำหนักใหญ่ของสมาคมการค้าอย่างไร้สุ้มเสียง ประหนึ่งก้าวออกมาจากภาพวาดหมึก
“ใครน่ะ?”
บรรพชนเทียนซาขมวดคิ้วเล็กน้อย เขากลับไม่ทันสังเกตเห็นการปรากฏตัวของทั้งสองคน
เมื่อหลินซิงหลานซึ่งอยู่ภายในสมาคมการค้าเห็นผู้มาเยือน แววตาก็พลันเปล่งประกายยินดี “หยางเฉิง ถังถัง พวกเจ้ามาแล้ว”
“เฉิงเฉิง”
อวิ๋นหลีเยว่กับอวิ๋นจิ่งหวยต่างก็มีสีหน้ายินดี
หยางเฉิงพยักหน้าให้หลินซิงหลานเล็กน้อย ก่อนคารวะอวิ๋นหลีเยว่กับอวิ๋นจิ่งหวย “ท่านแม่ ท่านน้า”
