ผู้คนกรูกันมาเจ็ดแปดคนมุ่งหน้าสู่ลานหลัง ส่วนหลินเช่าเหวินกำลังคาบดินสอพลางบันทึกจุดที่ต้องซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง
หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาคงอาศัยอยู่ที่นี่อีกหลายปี
เมื่อจะต้องลงมือปรับปรุง สู้จัดการทุกจุดที่ต้องแก้ให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวเสียเลยดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น ห้องส้วมและห้องน้ำ เขาก็ให้ความสำคัญมาก ตอนนี้ในซื่อเหอย่วนยังไม่มีส้วม ทุกเช้าทุกคนต้องต่อแถวไปเข้าส้วมสาธารณะ
ในฐานะคนยุคใหม่ เขาไม่ชินกับการเข้าส้วมสาธารณะแบบหันหลังชนกับคนอื่นหรอก อะไรก็ขาดได้ แต่ส้วมส่วนตัวนั้นต้องมี
เขากำลังร่างแบบแปลนอยู่ จู่ ๆ ก็มีกลุ่มคนบุกเข้ามา
“อืม? มีอะไร” หลินเช่าเหวินถามด้วยความประหลาดใจ
“สวัสดี ข้าคืออี้จงไห่ เป็นผู้เฒ่าหนึ่งแห่งลานนี้”
อี้จงไห่ก้าวขึ้นมาระบุตัวตนของตน
“โธ่ ไอ้หน้าขาวนี่หว่า” ฉาจู้หัวเราะเยาะ
ฉินหวยหรูแอบมองหลินเช่าเหวินแวบหนึ่งจากในฝูงชน ใบหน้าสะคราญก็แดงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
สำหรับสตรีแล้ว หลินเช่าเหวินเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่ง
ผิวขาว โฉมงาม เอวคอดแขนล่ำ คาบดินสออยู่หนึ่งแท่ง ตัวตนทั้งร่างอาบเอิบด้วยกลิ่นอายนักปราชญ์
“มีธุระอันใดหรือ”
หลินเช่าเหวินไม่สนใจฉาจู้ หันไปทางอี้จงไห่
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้น่ะ พวกข้าอยากถามเจ้าว่า เรือนนี้เจ้ายื่นเรื่องขอมาได้ยังไง” หลิวไห่จงเอ่ยปากด้วยท่าทีเจ้าขุนมูลนาย
“ก็ทางหน่วยจัดให้” หลินเช่าเหวินยักไหล่
“หลังไหนเป็นของเจ้า” เจียจางซื่อถาม
นางหมายตาหลังชิดกำแพงไว้แล้ว เพราะหลังนั้นกว้างที่สุด แสงก็ดีที่สุดด้วย
ถ้าไอ้หนูนี่ได้หลังนั้น รอให้นางได้เรือนแล้ว ยังไงก็ต้องหาทางเปลี่ยนกับเขา
“หลังไหนน่ะหรือ”
หลินเช่าเหวินชี้ไปที่เรือนพลางว่า “สามหลังนี้เป็นของข้าหมด”
“ตอแหล”
เจียจางซื่อแยกเขี้ยวยิงฟัน “ไอ้หนู อย่ามามั่วซั่ว”
“เจ้าเป็นใคร”
หลินเช่าเหวินไม่สบอารมณ์ “ไม่เชื่อก็ไสหัวไป เกรงว่าเจ้ายังไม่ถึงขั้นจะมานินทาว่าร้ายที่นี่หรอกนะ”
“ไสหัว? ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ข้าอยู่ที่นี่ตอนแม่เจ้ายังไม่เกิดเสียอีก” เจียจางซื่อโอหังพองขน
“แล้วยังไง มันฟ้องว่าเจ้าแก่หรือไง”
หลินเช่าเหวินกลอกตามองบน
“ข้าจะฉีกปากเจ้า”
เจียจางซื่อว่าแล้วก็เตรียมคลานเข้าใส่ แต่ถูกฉินหวยหรูดึงไว้
“ไอ้หนู เจ้านี่โอหังดีนี่” ฉาจู้ตะโกน
“มีเรื่องก็ว่ามา เปล่าก็ไสหัวไปให้หมด”
หลินเช่าเหวินโบกมือ เกียจคร้านจะถือสาหาความ
“บัดซบ...”
ฉาจู้สาวเท้าเข้าไปหมายจะสั่งสอนหลินเช่าเหวิน แต่อี้จงไห่ตวาดห้ามไว้
“สหายน้อย เจ้าทำเช่นนี้ผิดแล้วนะ”
อี้จงไห่เอื้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง “เจ้าไม่สามัคคีกับเพื่อนบ้าน ซื่อเหอย่วนย่อมไม่ต้อนรับเจ้า”
“โยะ เจ้าเป็นใคร” หลินเช่าเหวินเอ่ยอย่างไม่แยแส
“ข้าคือท่านผู้เฒ่าหนึ่งแห่งลาน” อี้จงไห่ประกาศก้อง
“อย่ามาตอแหล”
หลินเช่าเหวินชี้ไปที่เรือน “เรือนสามหลังนี้เป็นของข้าทั้งหมด ต่อให้เป็นเง็กเซียนโป๊ยเถียนก็ไม่มีประโยชน์ ยังต้อนรับข้าไม่ได้ เก่งก็ไล่ข้าออกไปสิ”
“เจ้า...”
เส้นเอ็นบนหน้าผากอี้จงไห่ปูดโปน อยากจะตบปากหลินเช่าเหวินสักสองที
“ท่านผู้เฒ่าหนึ่ง ข้าจะสั่งสอนมันเอง”
ฉาจู้ว่าแล้วก็พุ่งเข้าใส่ ยกหมัดเตรียมต่อยหลินเช่าเหวิน
ทว่าหลินเช่าเหวินหลบหลีกไปด้านข้าง แล้วเตะกลับหลังลงที่ท้องน้อยของฉาจู้เต็มแรง ให้เขางอตัวเหมือนกุ้ง
ตามด้วยเข่ากระแทกพุ่งใส่กลางหน้าฉาจู้ ฉาจู้ก็หงายหลังล้มลงกับพื้นทันที
“เจ้าลงไม้ลงมือทำไม” เหยียนปู้กุ้ยก้าวออกมาตวาด
“ลงมือ? เจ้าเคยเรียนหนังสือหรือเปล่า นี่เรียกว่าป้องกันตัวโดยชอบธรรม” หลินเช่าเหวินกล่าวอย่างใจเย็น
“เจ้า...”
เหยียนปู้กุ้ยหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที
คำกล่าวนี้แทงใจดำเขาเข้าแล้ว เขาภาคภูมิในความเป็นผู้คงแก่เรียนของตนนัก
“สหายน้อย ยังไงเสียการลงมือทำร้ายคนก็ผิด”
อี้จงไห่ประคองฉาจู้ขึ้นมาแล้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงหม่น “เจ้ายึดเรือนอยู่คนเดียวสามหลัง ร่ำรวยแล้วตระหนี่ก็ไม่ดีนัก”
“แล้วยังไงล่ะ”
หลินเช่าเหวินล้วงบุหรี่ออกมาจุด
“เรื่องนี้ข้าตัดสินเอง ฉาจู้ไม่เอาความ”
อี้จงไห่โบกมืออย่างใจกว้าง ฉาจู้ต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเขาจ้องเขม็งก็กลืนคำกลับไป
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอบใจท่านสินะ” หลินเช่าเหวินยิ้ม
“ขอบใจไม่จำเป็น แต่ว่าเจ้าต้องยกเรือนให้สองหลัง”
อี้จงไห่เผยธาตุแท้ออกมา “ตงสวี่ตอนนี้มีครอบครัวแล้ว ครอบครัวสี่คนอัดอยู่ในเรือนเดียวกันมันไม่เหมาะ...”
“แคะ แคะ แคะ”
เหยียนปู้กุ้ยไอขึ้นมาสองสามครั้ง
“ครอบครัวผู้เฒ่าสามหกคน อาศัยเรือนสองหลังก็ไม่เหมาะ” อี้จงไห่กล่าวเสริม
หลิวไห่จงอ้าปากค้าง
ข้าเป็นใคร ข้าอยู่ที่ไหน
พวกเจ้าแบ่งเรือนกันหมด แล้วข้ามาทำอะไร
“ถ้าได้เรือนมา ครอบครัวละห้าสิบ” อี้จงไห่กระซิบ
“ใช่ ข้าก็เห็นว่าไม่เหมาะ” หลิวไห่จงพูดอย่างหน้าไม่อาย
“ท่านคือ...”
“ข้าคือผู้เฒ่าสองแห่งลานนี้ ช่างระดับเจ็ด” หลิวไห่จงกล่าวอย่างภาคภูมิ
“เช่นนั้นตามความเห็นของพวกท่าน เรือนนี้ข้าจำต้องให้สินะ” หลินเช่าเหวินเอ่ยด้วยรอยยิ้มชวนให้ตีความ
“ใช่ ต้องให้” เจียจางซื่อตะคอก
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะไปดำเนินการที่สำนักงานเขตเดี๋ยวนี้”
หลินเช่าเหวินไม่พูดพร่ำทำเพลง หมุนตัวจะเดินจากไป
“เช่นนั้นพวกข้าจะรอที่นี่” อี้จงไห่ร้องบอก
“พอไอ้หนูนี่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่งั้นข้าจะซ้อมให้อึแตก” ฉาจู้ซึ่งเลือดกำเดาไหลพรากพูดอู้อี้
ฉินหวยหรูเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าก้มตา
สองคนนี้สู้กันต่อ ฉาจู้คงถูกต่อยตายแน่
ยี่สิบนาทีต่อมา
หัวหน้าหวังซึ่งสีหน้าเย็นเยียบมาเยือนถึงซื่อเหอย่วน
“อี้จงไห่ เจ้าจะทำอะไร”
“อา? หัวหน้าหวัง ท่านมาได้อย่างไร”
อี้จงไห่เห็นหัวหน้าหวังแล้ว ใจก็กระตุกวาบ
“ถ้าข้าไม่มาก็ไม่รู้ว่าเจ้าบ้าอำนาจถึงเพียงนี้”
หัวหน้าหวังกล่าวเสียงเย็น “ยังต้อนรับเสี่ยวหลินไม่ได้ ซื่อเหอย่วนนี่เป็นของเจ้าหรือ เจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงพูดเช่นนี้”
“หัวหน้าหวัง ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
อี้จงไห่จำใจต้องฝืนต่อ “ข้าเพียงต้องการให้เพื่อนบ้านใหม่สามัคคีกับมิตรสหาย พูดกันไปพูดกันมาก็เลยมาถึงตรงนี้...”
“อย่ามาพล่ามกับข้า”
หัวหน้าหวังดึงหลินเช่าเหวินมาข้างตัว ประกาศก้อง “เรือนสามหลังนั่นโรงงานเหล็กกล้าจัดให้เสี่ยวหลิน ถ้ามีความเห็นก็ไปหาผู้อำนวยการหยางของพวกเจ้าเถอะ อย่ามารังแกคนอื่น”
“ทางโรงงานจัดให้”
อี้จงไห่และพวกอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นหน่วยงานเดียวกันกับพวกตน
“เสี่ยวหลิน เจ้าอยู่ให้สบายใจ ถ้าหากใครรังแกเจ้า ก็บอกข้าโดยตรง คอยดูข้าถลกหนังเขาออก”
น้ำเสียงของหัวหน้าหวังเย็นยะเยือก ทำให้ผู้คนสยองไปทั้งร่าง
“รับทราบ หัวหน้าหวัง ท่านไปดีมาดีด้วย”
หลินเช่าเหวินส่งหัวหน้าหวังถึงนอกประตูอย่างว่าง่าย แล้วกลับมาที่ลาน มองดูคนทั้งหลายที่ห่อเหี่ยวสิ้นหวัง กล่าวว่า “ข้าไปหาหัวหน้าหวังมาแล้ว หัวหน้าหวังไม่ยินยอม สู้พรุ่งนี้ไปทำงานแล้วข้าไปหาผู้อำนวยการดูเสียหน่อย”
“อย่า”
อี้จงไห่และหลิวไห่จงห้ามปรามทันที
“อย่า?”
หลินเช่าเหวินมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มชวนให้ตีความ “เช่นนั้นที่ฉาจู้ทำร้ายข้า บัญชีนี้จะคิดยังไง”
“เจ้าเป็นคนทำร้ายข้าชัด ๆ” ฉาจู้ไม่ยอม
“ข้าจะต้องอธิบายหลักการป้องกันตัวโดยชอบธรรมแก่เจ้าอีกหรือไม่” หลินเช่าเหวินเอียงคอถาม
“เจ้าจะเอายังไง” อี้จงไห่รั้งฉาจู้ที่ใกล้จะบ้าคลั่งไว้
“ยังไงเล่า? มีทางเลือกสองทาง ไม่ก็ชดใช้ยี่สิบหยวนเป็นค่าเสียหายทางจิตใจ ไม่อย่างนั้นก็... ช่วยข้ากวาดลานให้สะอาด เลือกเอาสักทาง” หลินเช่าเหวินกล่าวพลางจ้องเขม็งไปยังทุกคน