หยุนหลวนเห็นเช่นนั้นก็รีบปลอบประโลมตงเคอ “พี่สะใภ้ใหญ่ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ตั้งสติให้สงบก่อน มีเรื่องใดเราค่อย ๆ พูดกัน”
ตงเคอยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า นางพยักหน้าให้หยุนหลวน จากนั้นก็ไล่สาวใช้และบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายออกไปจนหมด
เมื่อในห้องเหลือเพียงหยุนหลวนกับเซียวถิงเยี่ยน ตงเคอจึงเอ่ยขึ้นทั้งเสียงสะอื้น
“อาหลวน ข้าได้พบพี่ชายใหญ่ของเจ้าแล้ว ข้ามั่นใจว่าเขายังไม่ตาย...แม้รูปลักษณ์ของเขาจะเปลี่ยนไป แม้แขนจะขยับได้คล่องแคล่วดังเดิม ข้าก็ยังมั่นใจว่าเขาคือพี่ชายใหญ่ของเจ้า”
“แต่ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดเขาจึงไม่ยอมรับข้า เหตุใดเขาถึงปฏิเสธว่าตนเองคือหยุนเซิ่น? เหตุใดเขาจึงปฏิบัติต่อข้าด้วยท่าทีเย็นชาเช่นนั้น หรือว่าองค์หญิงหนีหวงบีบบังคับเขา? หรือเขามีจุดอ่อนบางอย่างตกอยู่ในมือองค์หญิงหนีหวง?”
หยุนหลวนฟังแล้วใจเต้นระรัว ความยินดีอย่างเหลือล้นค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ
“พี่สะใภ้ใหญ่ คนที่ท่านพูดถึงคนนั้นชื่อกู้เฉินใช่หรือไม่?”
“เขาเป็นคนชุดดำที่อยู่ข้างกายองค์หญิงหนีหวงใช่หรือไม่?”
ตงเคอพยักหน้ารัว ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำอย่างยิ่ง
น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลไปครู่หนึ่งพลันรินลงมาอีกครั้ง
“ใช่ เป็นเขา ยามนี้เขาชื่อกู้เฉิน...ได้ยินมาว่าองค์หญิงหนีหวงเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้...หนูสี่ เจ้าไม่รู้หรอกว่าระหว่างเขากับองค์หญิงหนีหวงสนิทสนมกันเพียงใด ต่อหน้าข้า ทั้งสองแนบชิดกันเสียเหลือเกิน...แววตาที่เขามองข้ากลับเย็นชาไร้เยื่อใย...”
“องค์หญิงหนีหวงยังบอกอีกว่า พวกเขาใกล้จะแต่งงานกันแล้ว รอพวกเขากลับไปถึงแคว้นเหลียงก็จะจัดพิธีสมรส หนูสี่ ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ทั้งที่พี่ชายใหญ่ของเจ้ายังไม่ตาย เหตุใดเขาจึงไม่ยอมรับข้า ไม่กลับจวนแม่ทัพ? เหตุใดเขาจึงไปอยู่กับองค์หญิงหนีหวง?”
“เขายังแสดงความสนิทสนมกับนางต่อหน้าข้าอีก เขาไม่รู้หรือว่าการกระทำเหล่านั้นราวกับถือมีดมากรีดแทงหัวใจข้าอย่างโหดเหี้ยม? ข้าเจ็บเหลือเกิน ข้ารักเขาถึงเพียงนั้น รอคอยเขาอย่างไม่ลังเล เหตุใดเขาจึงทำร้ายข้าเช่นนี้?”
