ไม่แปลกเลยว่าทำไมคนที่ชื่อกู้เฉินผู้นี้จึงคิดสังหารเขาตั้งแต่แรกพบ
หากองค์หญิงหนีหวงมิได้มีรับสั่งห้ามเขาลงมือกับตน เกรงว่าเขาคงถูกหยุนเซิ่นสังหารไปนานแล้ว กลายเป็นศพไปนานแล้ว
เซียวเสวียนรุ่ยเพิ่งรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาบ้าง
แววตาของเขาหลุกหลิก แทบไม่กล้ามองหยุนเซิ่น
เขารู้สึกผิด หวาดผวา และกระวนกระวายจนถึงขีดสุด
“เรื่องหุบเขาเฮยเฟิง ข้า...ข้าทำตามรับสั่งของพระบิดาทั้งสิ้น พระบิดาทรงหวาดระแวงกองทัพตระกูลหยุนและบิดาของเจ้ายิ่งนัก...ตราบใดที่จวนแม่ทัพยังไม่ถูกกำจัด พระบิดาก็ไม่มีวันสงบใจ...ก่อนข้าออกจากเมืองหลวง พระบิดาจึงประทานราชโองการให้ข้าวางแผน ลอบเคลื่อนกำลังทหาร บีบให้พวกเจ้าตายอยู่ในหุบเขาเฮยเฟิง”
“นี่ไม่ใช่ความต้องการของข้า ข้าถูกพระบิดาบีบบังคับ ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของพระบิดา หยุนเซิ่น หากเจ้ามีความแค้นก็ไปหาพระบิดาข้า อย่ามาหาข้า ข้า...ข้าก็แค่ทำตามรับสั่ง”
หยุนเซิ่นรู้สึกเอือมระอาอย่างยิ่ง ถึงยามนี้แล้วเซียวเสวียนรุ่ยยังกล้าโกหก หลบเลี่ยงความรับผิดชอบของตน
ช่างเหมือนพระบิดาของเขาไม่มีผิด ล้วนเป็นคนถ่อยไร้ยางอายที่กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ
เขาตวาดเสียงต่ำ “พอได้แล้ว...หุบปากเสีย เจ้าเป็นคนเช่นไร ไม่มีใครเข้าใจเจ้ายิ่งกว่าข้า”
“เซียวเสวียนรุ่ย จงจำไว้ว่า ผลกรรมที่เป็นของเจ้าเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันนี้เท่านั้น อย่าคิดว่ามีองค์หญิงหนีหวงคุ้มครองแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้ เชื่อหรือไม่ ตราบใดที่ข้าไม่เอาชีวิตเจ้า องค์หญิงหนีหวงก็จะไม่เข้ามายุ่งเรื่องนี้...”
ใบหน้าของเซียวเสวียนรุ่ยซีดเผือด เขากำหมัดแน่น “ไม่ ข้าไม่เชื่อ ข้าจะไปหาองค์หญิงหนีหวง...ข้าจะฟังจากปากนางเอง ข้ากับนางเป็นพันธมิตรกัน นางไม่มีทางปล่อยให้เจ้ารังแกข้าเช่นนี้แน่”
แววสนุกสนานวาบผ่านดวงตาของหยุนเซิ่น เมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจอย่างยิ่งของเซียวเสวียนรุ่ย เขากลับไม่รีบร้อนจากไป
“เช่นนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นเรามาพนันกันสักครั้งดีหรือไม่?”
เซียวเสวียนรุ่ยชะงัก เขากัดฟันแน่นแล้วมองหยุนเซิ่น “เจ้า...เจ้าคิดจะพนันอย่างไร?”
