“หลินซูถงกลับมาแล้ว แล้วเมียแกจะเอายังไง”
หน้าประตูบ้าน แง้มไว้ไม่สนิท เสียงสามีเฉินสวินกับเพื่อนรักของเขาลอยมาแต่ว ๆ
เจียงไหลกลับจากทำงาน มือที่ผลักประตูชะงักค้าง
หลินซูถง ผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่ลงมาในโครงการของพวกเธอเมื่อครึ่งเดือนก่อนก็ชื่อนี้เหมือนกัน
บังเอิญจัง
ในบ้าน เฉินสวินไม่ตอบรับ
“พี่สวิน ไม่ใช่ว่าผมจะว่าแกนะ หลายปีมานี้ แกไม่เคยลืมหลินซูถงผู้เป็นรักแรกเลย ตัวเองประหยัดอดออมใช้ชีวิต แต่กลับแอบทุ่มเงินสามแสนทุกเดือนให้เธอทำงานวิจัย ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมา แถมยังเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษของโครงการลับระดับชาติ แกไปหาเธอ ให้เธอเผยข้อมูลเรื่องการประมูล ตำแหน่งประธานบริษัทสตาร์ยูเทคของแกก็จะมั่นคงถาวร ไม่มีใครสั่นคลอนได้”
เจียงไหลเงยหน้าขึ้นทันที แววตาตื่นตระหนก
เธอสงสัยว่าตัวเองฟังผิดไป
สามแสน
เฉินสวินให้เธอแค่สามพันทุกเดือน แล้วจะให้เงินผู้หญิงอื่นเดือนละสามแสนได้ยังไงกัน
แต่บทสนทนาในบ้านชัดเจนเสียจนทุกถ้อยคำกระทบหูเธอ เฉินสวินเองก็ไม่ได้โต้แย้ง
ชั่วขณะนั้น เจียงไหลแทบหายใจไม่ออก
จู่ ๆ เฉินสวินก็ลุกขึ้น มองนาฬิกาข้อมือ “ฉันไม่อยากให้เธอลำบากใจ เอาล่ะ ต้องไปรับซูถงเลิกงานแล้ว ของบนโต๊ะพวกนายไม่ต้องช่วยเก็บหรอก เจียงไหลกลับมาจะเก็บเอง”
“ว่าแต่พี่สวิน ดูพี่สะใภ้สิ ช่างเป็นแม่ศรีเรือน ดูแลบ้านช่องเป็นระเบียบเรียบร้อย แถมยังดูแลพ่อแม่กับน้องสาวของแกได้อย่างดีเยี่ยม แกไม่ใจสั่นบ้างเลยเหรอ”
เจียงไหลตั้งหูฟัง กลั้นหายใจ
เฉินสวินตอบเรียบเฉย “ฉันไม่เคยชอบผู้หญิงแบบเจียงไหลที่เอาแต่วนเวียนอยู่กับครัว อยู่กับผัว เป็นแม่บ้านแม่เรือนดีพร้อม ฉันชอบผู้หญิงที่ทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานอย่างเต็มตัวแล้วเปล่งประกายแบบซูถงมาตลอด”
คำพูดนี้เหมือนมีดกรีดลงกลางใจ
เจียงไหลตาแดงก่ำฉับพลัน มือที่ห้อยข้างกายสั่นเทา
“แล้วตอนนั้นแกไปตามตื้อเจียงไหลทำไม ยังแต่งงานกับเธออีก”
“ปีนั้น ซูถงยืนกรานจะทิ้งฉันไปเมืองนอก”
“ก็แค่ประชดเธอ”
เฉินสวินเงียบ เป็นการยอมรับ
“เพราะงั้นหลินซูถงกลับมาแล้ว แกจะหย่ากับเจียงไหล” เพื่อนรักถึงกับเลิกเรียกพี่สะใภ้
เฉินสวินเงียบอีกครั้ง ผ่านไปนานจึงเอ่ยปาก “แกพูดไม่ผิด เจียงไหลดูแลฉันดีมาก สองปีนี้โรคกระเพาะฉันไม่กำเริบอีกเลย เรื่องแม่กับน้องสาวฉันเธอก็จัดการเอง เรื่องในบ้านไม่เคยให้ฉันต้องกังวลเลยสักนิด”
เฉินสวินก็ไม่ใช่ทายาทสตาร์ยูเทค ที่เขานั่งถึงตำแหน่งประธานได้ ครึ่งหนึ่งมาจากการดวดเหล้าทีละแก้ว ๆ เมื่อก่อนกระเพาะพังยับเยิน
เจียงไหลสงสาร ตื่นเช้าขึ้นทุกวันหนึ่งชั่วโมงเพื่อทำอาหารเช้าบำรุงกระเพาะ พอห้าโมงเย็นก็กลับบ้านตรงเวลาตุ๋นซุปรอสามีกลับมากินข้าว
ถ้าสามีต้องทำงานล่วงเวลา เธอจะถือไปส่งให้ที่ตึกบริษัทสตาร์ยูเทค แล้วตัวเองค่อยกลับไปสถาบันวิจัย
แต่งงานมาสี่ปี ชีวิตแบบนี้ก็ดำเนินมาสี่ปี
จนกระทั่งวันนี้ โครงการ “ชิปวิจัยในประเทศ” ที่ทำงานลับ ๆ มาตลอดสี่ปี ในที่สุดก็สำเร็จ
สถาบันวิจัยจะเปิดประมูลสู่ภายนอกในไม่ช้า เมื่อเปิดตัว จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน
เจียงไหลซึ่งเป็นหัวหน้าหลักของโครงการไม่เพียงจะได้เงินโบนัสก้อนโตงาม แต่ยังจะได้รับเกียรติยศระดับชาติด้วย
เธอแทบรอไม่ไหวอยากกลับบ้านไปบอกข่าวดีกับสามี
ระหว่างทางกลับบ้าน เธอคิดเสร็จสรรพแล้วว่าจะใช้เงินโบนัสซื้อของขวัญอะไร ต้องหรูหรามีระดับถึงจะคู่ควรกับสถานะประธานบริษัทสตาร์ยูเทคของเฉินสวิน
กลับได้ยินเฉินสวินพูดต่อว่า “แต่ผู้หญิงที่เก่งและเปล่งประกายอย่างซูถง ไม่ควรถูกกักขังอยู่ในเรื่องจุกจิกของชีวิตแต่งงาน ฉันใจไม่แข็งพอ”
รักกับไม่รัก ช่างแตกต่างกันจนทำให้คนเจ็บช้ำได้ถึงเพียงนี้
น้ำตาเอ่อล้นจากหางตาอย่างห้ามไม่อยู่ รสขมฝาดเค็มปร่าแผ่ซ่านบนริมฝีปาก
เสียงฝีเท้าในบ้านใกล้เข้ามา เจียงไหลเบี่ยงตัวหลบเข้าไปในมุมโค้ง
เสียงค่อย ๆ ห่างไป เธอถึงค่อย ๆ เดินเข้าบ้าน โต๊ะน้ำชารกเรื้อ
เฉินสวินไม่ได้มองเธอเป็นภรรยา แต่มองเป็นแม่บ้าน
หมดกะจิตกะใจจะเก็บกวาดบ้าน เจียงไหลหมดเรี่ยวแรง แค่อยากนอน
นอนลงบนเตียงกลับนอนไม่หลับ ภาพในอดีตฉายชัดตรงหน้า
เจอเฉินสวินครั้งแรก เขากำลังตากฝน เธอบังเอิญมีร่มคันหนึ่ง
เจอเฉินสวินครั้งที่สอง เธอกำลังรีบขึ้นรถ เขาบังเอิญขับรถผ่าน
หลังจากนั้น พวกเขาก็เจอกันบ่อย ๆ
อาจารย์ผู้มีพระคุณจากไป เฉินสวินอยู่ข้างเธอ
กลับไปเยี่ยมสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เฉินสวินอยู่ข้างเธอ
โครงการถูกพัก งานถูกยกเลิก เฉินสวินกอดเธอและบอกว่าไม่เป็นไร และขอเธอแต่งงาน
กลายเป็นพนักงานเงินเดือนแค่สี่พัน เฉินสวินยิ้มและขยี้หัวเธอ บอกว่าเธอเก่งมากแล้ว
...
จนกระทั่งเที่ยงคืนตีสองตีสาม เจียงไหลถึงได้งัวเงียหลับไป
หกโมงเช้า นาฬิกาชีวิตที่ต้องทำอาหารเช้าให้สามีตื่นขึ้นตรงเวลาอีกครั้ง
เธอลืมตา ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
เตียงอีกฝั่งเย็นเยียบ ผ้าห่มห้องนอนแขกก็ไม่มีรอยยับ
เมื่อคืน เฉินสวินไม่กลับมา
กำลังคิดอยู่ หน้าประตูก็มีเสียงกดรหัสล็อก
เจียงไหลหันไปมอง
สามีที่กลับมาส่งเสื้อนอกให้เธออย่างเป็นธรรมชาติ ก้มตัวกำลังจะกอดเธอ ดูเหมือนจะนึกอะไรได้ก็ชะงักค้าง
“เมื่อคืนเจอเพื่อนเก่าสังสรรค์กัน ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าบุหรี่ ไม่กอดเธอดีกว่า”
ก่อนหน้านี้เมื่อเฉินสวินออกไปสังสรรค์ข้างนอกแล้วกลับมา มักจะกอดเธอแน่น ๆ และบอกว่าทำแบบนี้ถึงรู้สึกถึงความเป็นบ้านอย่างแท้จริง
เจียงไหลใจลอยนึกขึ้นได้ ว่าที่เฉินสวินกอดเธอครั้งล่าสุดก็ตั้งแต่ครึ่งเดือนที่แล้ว
ช่วงครึ่งเดือนมานี้ต่อให้นอนเตียงเดียวกันก็ต่างคนต่างนอน เธอนึกว่าสามีทำงานเหนื่อยเกินไป ถึงได้ไม่มีแม้แต่อ้อมกอดง่าย ๆ
แล้วหลินซูถงก็บังเอิญกลับมาเมื่อครึ่งเดือนก่อนพอดี
ที่แท้ก็มีร่องรอยมาตั้งนานแล้ว
เจียงไหลหลุบตาลง ขนตางอนยาวปกปิดความขมขื่นในดวงตา
เฉินสวินทิ้งตัวลงบนโซฟา ชี้ไปทางโต๊ะน้ำชารกเรื้อ “ทำไมไม่เก็บ”
“เมื่อวานไม่สบาย กลับมาก็นอนเลย” เจียงไหลได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวอยู่บ้าง เธอเป็นคนรักความสะอาดมาก ยังคงก้มตัวเก็บโต๊ะน้ำชา พลางพูดไปด้วย “กว่าจะเก็บเสร็จคงไม่มีเวลาทำอาหารเช้าให้คุณแล้ว คุณสั่งอะไรกินเองเถอะ”
เฉินสวินพลันรู้สึกว่าเจียงไหลไม่ปกติ
แต่งงานมาสี่ปี ตราบใดที่เขาไม่ได้ไปทำงานต่างเมือง เจียงไหลต้องทำอาหารให้เขา อย่างน้อยสี่กับข้าวหนึ่งซุป ทุกสัปดาห์ไม่ซ้ำเมนู
เช้านี้เป็นอะไรไป
“เธอโกรธที่เมื่อคืนฉันไม่กลับบ้านหรือเปล่า” จู่ ๆ ชายหนุ่มก็เรียกอย่างจริงจัง “ที่รัก”
ได้ยินคำว่าที่รัก หัวใจเจียงไหลอึดอัดยิ่งขึ้น
เฉินสวินเป็นคนอ่อนโยนและพูดจาเก่ง ตอนที่พวกเขาเพิ่งตกลงเป็นแฟนกัน จู่ ๆ ชายหนุ่มก็เรียก “ที่รัก” ข้างหูเธอ จนหูเธอแดงไปหมด แต่เธอก็ยังห้ามเด็ดขาดไม่ให้เรียกเล่นก่อนแต่งงาน
เฉินสวินฟังเธอ คืนวันแต่งงานถึงเรียกเธอแบบนี้อีกครั้ง
หลังจากนั้นก็เรียกที่รักไปทุกวัน
“เอาล่ะ ที่รักอย่าโกรธเลยนะ ดูสิ ฉันเชื่อฟังเธอมากเลยนะ ถึงจะสังสรรค์กับเพื่อนรักก็ไม่ได้ดื่มเหล้า” เฉินสวินยื่นมือไปขยี้ท้ายทอยเจียงไหล “ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”
เจียงไหลตอบรับเบา ๆ ในลำคอ ไม่มองเขา
เฉินสวินขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะถามความสงสัยในใจ “ที่รัก เช้านี้เธอดูแปลก ๆ นะ”
“นอนไม่พอ” เจียงไหลฝืนยิ้ม เร่งให้เขาไปอาบน้ำ เฉินสวินพลันหยิบผ้าพันคอผืนหนึ่งออกมา แค่มองโลโก้ข้างบนก็รู้ว่าราคาไม่ถูก
“เมื่อคืนผ่านมาเจอพอดี ซื้อให้เธอ” ชายหนุ่มพูดจบก็เข้าห้องน้ำ
เจียงไหลบีบผ้าพันคอเนื้อนุ่มแล้วใจลอยไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังใส่ลงในกระเป๋าผ้าย้อมคราม สะพายไปทำงาน
โครงการ “ชิปวิจัยในประเทศ” เคยชะงักไปช่วงหนึ่งเพราะอาจารย์ผู้มีพระคุณเสียชีวิต ภายหลังกลับมาเริ่มใหม่ เธอก็เลยกลายเป็นหัวหน้าหลักของโครงการ ด้วยกฎรักษาความลับ ภรรยาอาจารย์หาช่องทางให้เธอเกาะอยู่กับตำแหน่งธุรการว่าง ๆ ในเครือโควกรุ๊ป
สามีคิดว่าเธอเป็นพนักงานเงินเดือนน้อยแค่สี่พันมาตลอด
ความจริงแล้วทุกวันเธอออกจากบ้านไปที่เครือโควกรุ๊ป ทางเข้าด้านทิศตะวันออก ผ่านเขตเทคโนโลยีอันกว้างใหญ่ แล้วออกทางด้านทิศตะวันตก คนขับรถที่สถาบันวิจัยจัดให้จะรอเธออยู่ที่นั่นทุกวัน
เจียงไหลอยู่ในห้องแล็บ ใจลอยทั้งวัน ใกล้พลบค่ำ ศาสตราจารย์เฉิงอดถามเธอไม่ได้ “ไม่ยินดีที่ต้องไปกินข้าวกับผู้เชี่ยวชาญหลินตอนเย็นหรือ”
“หลินซูถง” เจียงไหลเงยหน้า
ศาสตราจารย์เฉิงประหลาดใจมาก
“เธอจำชื่อได้แล้ว ข้านึกว่าเธอนอกจากสามีของเธอแล้ว จะไม่ใส่ใจใครอีกเลยเสียอีก ทุกคนต่างก็เคยเจอกันแล้ว เหลือแต่พวกเธอนี่แหละที่ยังไม่เจอ ถ้ายังไม่เจออีก เกรงว่าจะดูไม่เข้ากลุ่ม”
เจียงไหลขมวดคิ้ว
ตอนที่เธอเจอเฉินสวินก็เดาว่าเขาเจ็บปวดจากความรัก แต่ไม่รู้มาตลอดว่าคนนั้นเป็นใคร
เธอทนใจไม่ไหวที่จะเปิดแผลเป็นของเขา จึงไม่เคยถาม
สี่ปีมานี้เฉินสวินก็ไม่เคยเอ่ยถึง ราวกับไม่มีคนคนนั้น
เธอคิดว่ามันผ่านไปนานแล้ว ใครบ้างจะไม่มีอดีต
เมื่อวานนี้เธอถึงรู้ว่า เฉินสวินไม่เพียงไม่เคยลืม แต่ยังแอบให้เงินให้ความช่วยเหลือลับ ๆ
เจียงไหลเงียบไม่พูดอะไร
ศาสตราจารย์เฉิงเม้มปากอย่างจนใจ เขารู้ว่าเจียงไหลมีความเห็นแย้งกับผู้เชี่ยวชาญหลินมาก โครงการนี้เป็นหยาดเหงื่อของอาจารย์ผู้มีพระคุณของเธอ บัดนี้ก็เป็นหยาดเหงื่อของเธอด้วย จะยอมให้ใครก็ไม่รู้มายุ่มย่ามได้ยังไง การยอมให้ใครสักคนเข้ามาเกาะกินเกียรติยศนี้ก็นับว่าใจกว้างมากแล้ว
แต่ตอนนี้กลับให้เจียงไหลไปกินข้าวกับอีกฝ่ายนี่นะ
มันค่อนข้างบังคับใจ
แต่ศาสตราจารย์เฉิงก็ยังอดกลั้นใจเอ่ยเตือน “ครั้งนี้เธออย่าปฏิเสธอีกล่ะ ไม่งั้นผู้อาวุโสจี้จะไม่พอใจนะ”
ผู้อาวุโสจี้เป็นหัวหน้าใหญ่ที่สุดของสถาบันวิจัย และเป็นตาของหลินซูถง
ความสัมพันธ์ข้อนี้เจียงไหลได้ยินผู้ช่วยของเธอซุบซิบกันลับ ๆ
คนในทีมล้วนไม่พอใจที่หลินซูถงลงมาอย่างกะทันหัน ประวัติของหลินซูถงดีเยี่ยมก็จริง แต่คนที่เข้าได้ถึงสถาบันวิจัยน่ะใครจะด้อยกว่ากัน
ทุกคนทำงานหนักมาสี่ปี อีกแค่เดือนสองเดือนก็จะประกาศออกสู่ภายนอกแล้ว
หลินซูถงอยู่ ๆ ก็สอดแทรกเข้ามาในฐานะผู้เชี่ยวชาญภายนอก กระบวนการวิจัยไม่ได้ร่วม แต่จะมาขอมีส่วนแบ่งความสำเร็จ น่าขยะแขยงยิ่งกว่าตอนส่งงานแล้วให้เพิ่มชื่อผู้เขียนร่วมเป็นคนที่สองเสียอีก
เพราะอย่างนี้ เจียงไหลถึงไม่อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาในเขตหวงห้าม จนงานในสถาบันวิจัยยุ่งเสร็จก็กลับบ้าน หลินซูถงไม่เคยเจอหน้าเธอ
เจียงไหลมองออกไปภายนอกผ่านกระจกทางเดียว
หลินซูถงกำลังถอดชุดทำงานออก สวมเสื้อหนังแท้สีน้ำตาล สะบัดผมสีเกาลัดนุ่มสลวย สะพายกระเป๋าหนังจระเข้สีขาวราคาแพง
ยี่ห้อเดียวกับผ้าพันคอที่เฉินสวินให้เธอเมื่อเช้านี้
เจียงไหลคล้ายถูกอะไรดลใจให้ล้วงผ้าพันคอออกมาจากกระเป๋า ในใจรู้สึกไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
พอดีผู้ช่วยเสี่ยวเชี่ยนเคาะประตูเข้ามา เห็นผ้าพันคอที่เธอกำอยู่ในมือก็ตกใจเอ่ยว่า “พี่สาว เอาทุนไปซื้อกระเป๋ายี่ห้อนี้มาเหรอคะ”
“เปล่า” เจียงไหลมองสาวน้อยตรงหน้า เสริมด้วยความฉงน “ไม่มีกระเป๋า”
เสี่ยวเชี่ยนว่า “อ๋อ หนูเห็นผ้าพันคอเลยนึกว่าพี่ซื้อกระเป๋ามา ปกติผ้าพันคอยี่ห้อนี้มักจะออกมาในฐานะของพ่วงขายนะคะ”
“พ่วงขาย” หัวใจเจียงไหลบีบรัด