บทที่ 1 คืนหิมะโปรย เสี่ยวไท่ผิงเคาะประตูขอถ่าน
“ปัง ปังๆ……”
ท่ามกลางลมหนาวที่แผดเสียง เด็กชายตัวเล็กในชุดบางเฉียบตัวสั่นเทา เคาะประตูบ้านหลังหนึ่ง
ยามนี้เป็นคืนส่งท้ายปีเก่า เสียงหัวเราะดังแว่วออกมาจากเรือนเป็นระยะ
“ปัง ปังๆ……”
รออยู่นานไร้เสียงตอบรับ เด็กชายก็ยกมือขึ้นจับห่วงประตู เคาะเบาๆ อีกสองสามครั้ง
“ฮู้……”
อากาศหนาวเกินไป พอเคาะประตูเสร็จ เขาก็ยกมือขึ้นเป่าลมหายใจใส่ทันทีให้ความอบอุ่น
ไม่ใช่แค่มือ เท้าทั้งสองของเขาที่สวมเพียงรองเท้าฟางก็หนาวจนแทบไร้ความรู้สึกแล้ว
“ใครน่ะ?”
โชคดีที่ตอนนี้ คนในเรือนตอบรับในที่สุด
สีหน้าเด็กชายฉายแววยินดี
“ท่านอา ข้าเอง”
เขารีบตอบรับ
“เอี๊ยด…”
ไม่นาน ประตูเรือนก็ถูกเปิด ชายวัยกลางคนหน้าตาซื่อๆ ยื่นศีรษะออกมาทางช่องประตู
“อ้อ ไท่ผิงนี่เอง ดึกป่านนี้ มีธุระอะไรหรือ?”
ชายวัยกลางคนเอ่ยถามเด็กชาย
“อา…ท่านอา…ถ่านในบ้านหมดแล้ว ข้าอยาก ข้าอยากขอยืมถ่านจากท่านอาสักสองสามชั่ง พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าขึ้นเขาไปตัดฟืนได้ ข้าจะรีบมาคืนให้”
เด็กชายเอ่ยอย่างเขินอาย หลบสายตา
“ถ่านสองสามชั่งจะมีค่าราคาเท่าใด? เจ้าคอยอยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวอาจะไปเอามาให้”
ชายผู้นั้นโบกมือ ตอบตกลงทันที
“ไท่ผิง เจ้ากินข้าวหรือยัง?”
เดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ ชายคนนั้นก็หยุดฝีเท้า หันหน้ากลับมาถามเด็กชาย
“ข้า ข้า…ข้ากินแล้ว…ท่านปู่…ท่านปู่ยังไม่ได้กิน…”
มือน้อยๆ ของเด็กชายกำชายเสื้อแน่น พอพูดมาถึงตอนท้าย เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ชายวัยกลางคนเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วแสยะยิ้มกว้างทันที
“ไท่ผิง เจ้าคอยก่อน เดี๋ยวอาออกมา”
“อืม”
เด็กชายผงกศีรษะเล็กน้อย
เวลานี้เอง ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดผ่าน เด็กชายตัวสั่นสะท้าน แต่ในใจกลับอบอุ่นขึ้น
“ไท่ผิง!”
ไม่นาน ชายวัยกลางคนก็เดินถือกระด้งออกมา
“ถือไว้”
ท่านอาพ่นลมหายใจขาวเป็นไอ ก้าวเร็วๆ มาที่หน้าประตูเรือน แล้วยัดกระด้งใส่มือเด็กชายทันที
เด็กชายก้มมอง เห็นในกระด้งนั้น นอกจากถ่านสองสามชั่งแล้ว ยังมีซาลาเปาแป้งขาวร้อนๆ อีกสี่ลูก
“ท่านอา ข้า…”
เมื่อเห็นซาลาเปาขาวลูกใหญ่ เด็กชายก็รู้สึกตื่นตระหนก ทว่าตัวเขาเองที่ไม่ได้กินข้าวมาทั้งวัน พอเห็นซาลาเปาแป้งขาวสองสามลูก ก็ยังกลืนน้ำลายอย่างไม่อาจห้าม
“ถือไปเถิด!”
ชายวัยกลางคนยิ้มอย่างซื่อๆ
“เอ้อหนิว เจ้ายังรีรออะไรในเรือนอีก?”
ขณะนั้นเอง สตรีรูปร่างกำยำผู้หนึ่งก็ก้าวเร็วๆ มาถึงหน้าประตูเรือน
เมื่อเห็นสตรีผู้นี้ ไม่ว่าเด็กชายหรือชายวัยกลางคน ต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไป
“ไท่ผิง…ไท่ผิงมาขอยืมถ่านนิดหน่อย”
ชายวัยกลางคนยิ้มแหยๆ ให้สตรีผู้นั้น สายตาหลุกหลิก เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“อา…อาสะใภ้”
เด็กชายร้องเรียกสตรีผู้นั้น
สตรีผู้นั้นถลึงตาใส่ชายวัยกลางคนก่อน แล้วสายตาก็มองไปทางเด็กชาย สุดท้ายตกลงที่กระด้งในมือเขา
เมื่อเห็นซาลาเปาแป้งขาวสองสามลูกที่วางบนถ่าน ใบหน้าของนางก็ราวกับถูกใครกระชากลงในฉับพลัน
“ซาลาเปาแป้งขาวนี่ ข้าเก็บไว้ให้เสี่ยวหู่ ขนาดข้ายังไม่ยอมกิน เจ้านี่ทำใจกว้างดีนัก!”
สตรีผู้นั้นจ้องเขม็งใส่ชายวัยกลางคนแวบหนึ่ง แล้วยื่นมือไปหยิบซาลาเปาแป้งขาวขึ้นมาสองลูกอย่างไร้อารมณ์
“ท่านแม่ ห่านอบเสร็จหรือยัง ข้าอยากกินห่านอบ ไม่อยากแทะซาลาเปา!”
เวลานี้เอง เด็กชายอ้วนกลมในชุดเสื้อผ้าฝ้ายตัวใหม่เดินออกมาจากเรือน เห็นซาลาเปาแป้งขาวในมือสตรีผู้นั้น สีหน้าก็บึ้งตึงทันที
“ลูกเอ๋ย เจ้าออกมาทำไม ข้างนอกหนาว รีบเข้าเรือนไป ระวังจะไม่สบาย”
สตรีผู้นั้นเห็นดังนั้นก็รีบร้อนเดินเข้าไปหาเด็กอ้วน
“ท่านแม่ ข้าไม่เอาซาลาเปา ข้าอยากกินห่านอบ!”
เด็กชายอ้วนกลมกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ เหมือนกำลังจะร้องไห้
“ได้ๆๆ ห่านอบกำลังจะเสร็จแล้ว ซาลาเปาสองสามลูกนี้จะเอาให้สุนัขเหลืองกิน”
นางเอ่ยปลอบเด็กชายอ้วนกลมด้วยความเอ็นดู พลางโยนซาลาเปาแป้งขาวสองลูกนั้นเข้าไปในกรงสุนัขใต้ชายคาเรือนตามอำเภอใจ
“เฮ้อ…”
เห็นฉากนี้ ชายวัยกลางคนก็ขมวดคิ้ว แล้วถอนหายใจอย่างหมดหนทาง
เด็กชายมองซาลาเปาแป้งขาวที่ถูกสุนัขแทะ กัดริมฝีปากแน่น จากนั้นก็กอดกระด้งที่ใส่ถ่านแนบอก เงยหน้ามองชายวัยกลางคนแล้วยิ้มเอ่ย
“ท่านอา ขอบคุณ ข้าไปแล้ว”
“เดินทางระวังหน่อย คืนนี้เผาถ่าน อย่าลืมเปิดหน้าต่างแง้มไว้ด้วย ช่วยห่มผ้าให้ท่านปู่เจ้าดีๆ”
ชายวัยกลางคนโบกมือ
“สวี่เอ้อหนิว! ถ้าไม่กลับเข้าห้อง คืนนี้อย่าหวังได้ขึ้นเตียง老娘!”
เสียงตวาดของสตรีผู้นั้นดังออกมาจากในเรือนอีกครั้ง
“มาแล้ว มาแล้ว!”
ชายผู้นั้นรีบรับคำ หันมาส่งยิ้มแหยๆ ให้เด็กชาย แล้วจึงปิดประตูเรือน
เมื่อประตูเรือนปิดลง แสงสว่างสุดท้ายในหิมะก็หายไป โลกทั้งใบถูกความมืดมิดของยามราตรีกลืนกินอีกครั้ง มีเพียงบ้านดินเล็กๆ หลังหนึ่งทางทิศตะวันออกไม่ไกลนักที่ยังมีตะเกียงดวงน้อยส่องสว่าง
“มีถ่านกับซาลาเปาแป้งขาวสองลูกนี้ ท่านปู่ต้องดีขึ้นแน่”
เด็กชายในความมืดมิได้รู้สึกหวาดกลัว เขาห่อศีรษะ ยิ้มพลางพึมพำกับตัวเอง แล้วจึงกอดกระด้งถ่านกับซาลาเปาแป้งขาวสองลูกนั้นแน่น กระโดดโลดเต้นก้าวเร็วๆ มุ่งหน้าไปยังบ้านดินหลังหนึ่งที่ยังจุดไฟอยู่ในความมืด
……
หน้าเรือนดินหลังน้อย
“เอี๊ยด…”
เด็กชายผลักประตูเรือน
“ไท่ผิง…เจ้าน่ะหรือ?”
เพิ่งก้าวเข้าประตู เสียงแหบแห้งอ่อนแรงของคนแก่ก็ดังมาจากห้องที่จุดตะเกียง
“เป็นข้าเอง ท่านปู่”
เด็กชายออกแรงขยี้ใบหน้าที่หนาวแข็ง พยายามเบิกยิ้ม แล้วจึงก้าวเร็วๆ ไปที่หน้าประตูห้อง เปิดม่านเดินเข้าไป
พอก้าวเข้าห้อง กลิ่นยาสมุนไพรก็โชยมาแตะจมูก
เพราะไม่มีเตาไฟ อุณหภูมิในห้องกับข้างนอกจึงไม่ต่างกัน
ด้านในสุดของห้อง เป็นเตียงนอนที่ต่อขึ้นจากแผ่นไม้สองสามแผ่น ใต้ผ้าห่มขาดวิ่นจนสำลีหลุดลุ่ย ชายชราผู้ซูบผอมจนเห็นแต่หนังหุ้มกระดูกขดตัวอยู่ภายใน
“ท่านปู่ ท่านอาให้ข้ายืมถ่านมาสองสามชั่ง แถมยังให้ซาลาเปาแป้งขาวมาสองลูกด้วย อีกเดี๋ยวพวกเราจะเอามาย่างไฟกินกัน”
เด็กชายไท่ผิงพูดพลางเทถ่านใส่เตา สีหน้ายินดีหันไปบอกชายชราบนเตียง
“ดี…ดี…”
ชายชายิ้มแล้วผงกศีรษะ
แม้ทั่วร่างของชายชราจะปกคลุมด้วยกลิ่นอายแห่งความชรา แต่ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้น กลับเปล่งประกายเจิดจ้าทันทีเมื่อเห็นเด็กชายไท่ผิง
“ไท่ผิงเอ๋ย…หลายปีมานี้…อยู่กับปู่…ลำบากเจ้าแล้ว”
ชายชรามองไท่ผิงด้วยแววตาเปี่ยมเมตตา ริมฝีปากขยับอย่างยากลำบาก
“ท่านปู่ ข้าไม่ได้ลำบากเลยสักนิด”
ไท่ผิงจุดเตาถ่านแล้ว เงยหน้าขึ้นแสยะยิ้มให้ชายชรา แล้วส่ายศีรษะ
“เจ้าเด็กโง่ เจ้าเด็กโง่จริงๆ…หลายปีนี้ถ้าไม่มีเจ้าดูแล ปู่คงจากไปนานแล้ว…”
ชายชายื่นมือลูบศีรษะเล็กๆ ของไท่ผิง ถอนหายใจด้วยความสงสาร
“ท่านปู่ อย่าพูดจาไม่เป็นมงคล ท่านต้องอายุยืนถึงร้อยปีแน่”
ไท่ผิงเอ่ยระหว่างย่างซาลาเปา พลางส่ายศีรษะแรง
“ไท่ผิง เจ้าเคยได้ยินเรื่องเซียนหรือไม่?”
ชายชราจู่ๆ ก็ถามไท่ผิง