บทที่ 1 เพิ่งลงจากลานประหาร แล้วจะให้ไปสอบเนี่ยนะ
“AM107.7 ที่นี่สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนเมืองหลินเจียง!”
“ประชาชนทุกท่านโปรดทราบ ห้ามเข้าใกล้โรงเรียน ลดการออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น! โปรดเชื่อมั่นในพรรคและประเทศชาติ เรามีความสามารถแก้ไขปัญหาได้!”
..............
เรือนจำหย่งอัน
“เยี่ยหลิน เพศชาย อายุสิบแปดปี ความสัมพันธ์ทางครอบครัวไม่ทราบแน่ชัด ข้อหาครอบครองอาวุธปืนและฆ่าผู้อื่น ลักลอบค้าวัตถุโบราณ บุกรุกศูนย์ความมั่นคงแห่งชาติ ถูกจับกุมเมื่อเดือนเมษายน”
“ตามคำพิพากษาศาลฎีกา มีโทษประหารชีวิตในวันที่สิบหกเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน พร้อมริบถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต”
ภายในห้องขังหนัก แสงไฟจากหลอดนีออนสลัว
เสียงอ่านคำพิพากษาดังขึ้น เยี่ยหลินเล่นกุญแจมืออย่างไม่ยี่หระ ราวกับว่าคนที่กำลังจะถูกยิงเป้าไม่ใช่ตัวเอง
เพราะไม่ได้ถูกแสงแดดเป็นเวลานาน ใบหน้าเขาจึงซีดเซียว ดูหล่อเหลาราวกับเด็กสาว
ครู่ต่อมา หลังจากมีเสียงตวาดขึ้นครั้งหนึ่ง เขาจึงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วเอียงคอมองไปทางนอกประตู
“นี่ ท่านลุง ไม่จำเป็นต้องใช้การยิงเป้ามาขู่ผมหรอก”
“ตามระเบียบ อย่างมากผมก็แค่จำคุกตลอดชีวิต”
เยี่ยหลินทำหน้าไม่ยี่หระ แล้วกวาดตามองอินทรธนูบนบ่าของชายคนนั้นอย่างไม่ให้รู้ตัว
อินทรธนูกำแพงเมืองจีนสีเขียวเข้ม แบบนี้โดยทั่วไปหมายถึงหน่วยความมั่นคงแห่งชาติ
ตั้งแต่สามนาทีก่อน ฝ่ายนั้นก็พาทหารหกนายเปิดประตูห้องขังเข้ามา แล้วก็จะยิงเป้าเขา
เมื่อได้ยินน้ำเสียงกึ่งยั่วยุของเยี่ยหลิน ชายวัยกลางคนก็มีแววตาเย็นชา แล้ววางเอกสารในมือลง
“ไอ้หนู แกคิดว่าฉันล้อแกเล่นรึไง”
“อายุสิบแปด สี่ชีวิตสามข้อหาหนัก ทำไมจะไม่ยิงเป้าแก”
นิ้วของเยี่ยหลินหยุดชะงักทันที
“ท่านลุง พูดแบบนี้ก็ไม่สนุกสิ การฆ่าคนของผมมันเป็นการป้องกันตัวโดยชอบ”
“ต่อให้จะยิงเป้าผม นั่นก็เป็นเรื่องของตำรวจติดอาวุธ แล้วมันจะตกรอบมาถึงพวกหน่วยความมั่นคงได้ยังไง ต่อให้แกล้งก็แกล้งให้เนียนกว่านี้หน่อย”
“แกล้ง!? ไอ้หนู ฉันว่าแกอย่าได้อวดดีเกินไป! สถานการณ์ของแกพิเศษ พอตัดสินลงมาแล้วก็ตกเป็นหน้าที่ของพวกเรา!”
ด้านหลังของชายวัยกลางคน นายทหารหนุ่มคนหนึ่งอดที่จะเอ็ดตะโรด้วยความโกรธไม่ได้
เยี่ยหลินขี้เกียจจะสนใจ สายตาจับจ้องไปที่เอกสารในมือของชายวัยกลางคน
“ตัดสิน?”
“ผมไม่คิดว่าในมือคุณจะเป็นคำพิพากษา แต่นั่นเป็นแฟ้มประวัติของผม”
“ถ้าเป็นคำพิพากษาจริง นับตั้งแต่ส่งลงมาถึงตอนนี้อย่างมากก็เปิดแค่สามครั้ง แต่ของคุณตรงมุมมันยับเยินหมดแล้ว”
“ความหนากระดาษก็ไม่ถูกต้อง กระดาษที่ใช้ในเอกสารราชการขอบมันจะคม แข็งโดยรวม แต่ของคุณนิ่มลงอย่างเห็นได้ชัด แบบนี้ต้องเป็นกระดาษที่ใช้สำหรับแฟ้มเอกสารที่สะดวกต่อการเปิดอ่าน”
เมื่อคำพูดสิ้นสุดลง สีหน้าของหลายคนก็แข็งค้าง มือก็บีบ “เอกสาร” ในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยหลินเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบา ๆ
“ใช้การยิงเป้ามาขู่ผม แถมยังเปิดแฟ้มประวัติผมดูหลายครั้ง ดูท่า พวกคุณมีธุระอะไรกับผมสินะ”
“ข้างนอกเกิดเรื่องขึ้นใช่ไหม ผมเดาว่ามันเริ่มตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ก่อน? แต่ผมสงสัยจริง ๆ พวกคุณตามหาผมที่เป็นแค่พวกขุดสุสานเนี่ยจะเอาไปทำอะไร”
เยี่ยหลินยื่นสองมือออกไปพลางเกิดเสียงโซ่กระทบกัน เป็นการส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายช่วยปลดกุญแจมือก่อน
ไม่ว่าหน่วยความมั่นคงต้องการทำอะไร ขอให้มีผลประโยชน์ก็พอ
เขาเองก็ไม่อยากจะเน่าตายอยู่ในนี้ไปตลอดชีวิต
“แก...!?”
“ตามหาแกไปทำอะไรน่ะรึ?”
ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วแล้วยกมือขึ้นตัดบทนายทหารหนุ่ม
ในเมื่อแผนถูกเปิดโปงแล้ว เขาเองก็ขี้เกียจจะเสแสร้งอีก เพียงแต่เขาก็ไม่ได้คาดคิดว่าเยี่ยหลินจะสังเกตได้ละเอียดถึงขนาดนี้
“บอกมาก่อนสิว่าแกเอาอะไรมาคิดว่าข้างนอกเกิดเรื่อง แล้วเอาอะไรมาคิดว่ามันเริ่มตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ก่อน”
คำพูดเหล่านี้ของเยี่ยหลินดูเหมือนจะไปถูกจุดอ่อนไหวบางอย่างของเขา แม้แต่ทหารที่อยู่ข้าง ๆ สีหน้าก็ตึงเครียดขึ้นมาด้วย
หลังจากจับความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ บนสีหน้าของคนพวกนั้นได้แล้ว เยี่ยหลินก็เก็บมือกลับอย่างเฉยเมย แล้วหัวเราะเบา ๆ พลางพูดว่า
“ง่ายมาก”
“หกวันก่อน เสียงรายการนิวส์คอนเนกต์บนระเบียงทางเดินมันไม่ดังอีกแล้ว ไอ้รายการบ้านั่นมันไม่เคยขาดฉายทุกวันเลยนะ สามวันก่อนข้าวกับกับก็รสชาติแย่ลง ผักก็ไม่สดเท่าไหร่”
“ไม่ให้ฟังรายการนิวส์คอนเนกต์ นั่นก็หมายความว่าข้างนอกมีข่าวสารอะไรบางอย่างที่ห้ามไม่ให้นักโทษรู้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดความโกลาหล”
“ส่วนเสบียงในเรือนจำก็เป็นการขนส่งผ่านเส้นทางเฉพาะ พอใช้ของจากห้องเย็นแถมสามวันก็ยังจัดส่งมาไม่ได้ นั่นก็เป็นไปได้สูงว่ารอบ ๆ เกิดเหตุบางอย่าง จนทำให้การจัดซื้อมีปัญหา”
“แน่นอนว่าพวกนี้ก็ไม่ได้ถือเป็นอะไร โทรทัศน์ก็อาจจะเสีย พ่อครัวก็อาจจะขี้เกียจ”
“แต่”
เยี่ยหลินหยุดนิดหนึ่ง แล้วสูดจมูก
“บนตัวคุณมีกลิ่นบุหรี่สองอย่าง บุหรี่มวนของหรูเกา ซิการ์ของฉือฟาง อย่างนึงเป็นของมณฑลเจียงซู อีกอย่างของมณฑลเสฉวน แถมยังเป็นของที่คนรุ่นก่อนชอบสูบ เท่าที่ผมรู้ ไอ้ของพวกนั้นมันเป็นของจัดสรรถวายพิเศษ คนทั่วไปเข้าถึงยากมาก”
“ถ้าผมจำไม่ผิด คนของหน่วยความมั่นคงเพื่อเลี่ยงการเปิดเผยตัว แม้จะสูบบุหรี่ก็จะสูบแค่บุหรี่ยี่ห้อทั่วไป”
“กลิ่นบุหรี่ที่แรงขนาดนี้ แถมตลอดทางก็ยังไม่จางหาย นั่นก็แปลว่าคุณกับอีกฝ่ายได้อยู่ในห้องเดียวกันไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมง”
“ปิดข่าว ตัดเส้นทางเสบียง แถมยังประชุมกันนานขนาดนี้ ผู้เข้าร่วมก็มีตำแหน่งสูงแถมยังข้ามมาหลายมณฑล...”
“คำตอบเห็นชัด ๆ แบบนี้”
คนที่สูบบุหรี่ไม่มีทางเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของชายวัยกลางคน สายตาของเยี่ยหลินพักลงบนนิ้วชี้ของอีกฝ่าย
คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ นิ้วชี้มักจะมีสีเหลือง ผู้ชายวัยกลางคนคนนี้ไม่สูบแต่กลับทนให้อีกฝ่ายสูบบุหรี่มวนได้ ดูท่า ตัวตนของเขาในตอนนั้นก็คงยังไร้หัวแถวเช่นกัน
“เอาจริง ๆ นะ ผมอยากรู้มากเลยว่าข้างนอกมันเกิดอะไรขึ้น ถ้ามันอันตรายเป็นพิเศษ อย่างน้อยคุณก็ควรลดหย่อนให้ผมน่ะ--”
ยังไม่ทันที่เยี่ยหลินจะลองหยั่งเชิงต่อไปอีก ชายวัยกลางคนก็จ้องมองเขาอย่างมีความหมายแฝง แล้วหันกลับไปชี้ไปทางนายทหารหนุ่มคนหนึ่งโดยตรง
“ไอ้หนู แกนี่ฉลาดดี พวกเราจำเป็นต้องใช้แก แต่อย่าได้เดาต่ออีกเลย เมื่อไปถึงสถานที่ แกก็จะเข้าใจเอง!”
“เขาชื่อหวงเหลียง เป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของหน่วยความมั่นคงของพวกเรา! เขาจะร่วมปฏิบัติภารกิจกับแก ไม่ต้องมาต่อรองราคาคุยเงื่อนไข ขอเพียงแค่แกสามารถส่งข่าวกลับมาได้แม้เพียงน้อยนิด ก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นใหญ่!”
“ต่อให้แกจะมีชีวิตรอดออกมาได้ พวกเราไม่เพียงจะให้อิสรภาพแก่แก แต่สิ่งที่แกอยากได้พวกเราก็จะให้แกพร้อมกัน!”
“พาตัวไป!”
เสียงตวาดดังสนั่น
แทบจะไม่เปิดช่องให้เยี่ยหลินได้ปฏิเสธ ชายวัยกลางคนโบกมือใหญ่ แล้วทหารสองนายก็เดินมาตรงหน้าแล้วฉวยร่างเขาพยุงขึ้น
ในวินาทีต่อมา เยี่ยหลินรู้สึกเพียงว่าตรงหน้ามืดมิด เขาก็ถูกจับสวมผ้าคลุมหัวอย่างบังคับ
!?
ตู้ม!!
ประตูห้องขังด้านหลังปิดลงอย่างแรง หัวใจของเยี่ยหลินก็ร่วงวูบ
สิ่งที่เขาตกใจไม่ใช่คำมั่นสัญญาของอีกฝ่าย หากแต่เป็นความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของคำมั่นสัญญานั้น
ผลงานใหญ่หลวงยังลดแค่โทษสิบปีแปดปีเท่านั้น อีกฝ่ายกล้าพูดแบบนี้ สถานที่ที่เขากำลังจะไปคงอันตรายสุดขีด
ให้ตายสิ ข้างนอกนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!
.................
ในรถหุ้มเกราะ กลิ่นน้ำมันดีเซลฉุนจมูก
หลังจากที่เอนหลังพิงขอบหน้าต่าง นับในใจจนถึงครั้งที่รถกระเทือนเป็นครั้งที่สี่ เยี่ยหลินก็หันหน้ามาแล้วอดไม่ได้ที่จะไปหาเรื่องหวงเหลียงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“เฮ้ย ไอ้หัวเกรียน บอกผมทีเถอะว่า จะมีผีดิบออกมาในตัวเมืองจริง ๆ ใช่มั้ย ผมขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ผมเป็นแค่พวกขุดสุสาน! ถ้ามีผีดิบจริง ๆ ผมจัดการไม่ไหวหรอก”
“ปืนสองกระบอกบนตัวนายนั่นก็แบ่งให้ผมกระบอกนึงแล้วกัน เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น อย่างน้อยฉันก็จะยิงตัวเองให้มันจบ ๆ ไปได้”
หวงเหลียงหันขวับกะทันหัน มือขวาก็กดลงไปที่เอวโดยไม่รู้ตัว
“แกมองเห็นข้างนอกได้รึไง! แกรู้ได้ยังไงว่าในตัวฉันมีปืนสองกระบอก!!”
“ใจเย็น ๆ ฉันมองไม่เห็นหรอก”
เยี่ยหลินเบ้ปาก เขาหลับตาก็เดาออกว่า ไอ้หัวเกรียนนี่คงกำลังเล็งปืนมาที่เขา
“ทำตัวตามสบายหน่อย ตอนนี้เราเป็นเพื่อนร่วมทีมกันนะ”
“ที่ผมรู้ว่าจะไปในตัวเมือง ก็เพราะว่ารถผ่านแนวชะลอความเร็วไปแล้วสี่ครั้ง เลี้ยวซ้ายสามครั้ง เลี้ยวขวาหกครั้ง คำนวณด้วยความเร็วเฉลี่ยเจ็ดสิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางเดินรถแบบนี้มันมีแค่อย่างเดียวก็คือเขตเมืองใต้ของเมืองหลินเจียง”
“ตอนขึ้นรถผมก็ได้ยินเสียงนายกดซองกระสุน กดไปแล้วรวมทั้งหมดยี่สิบเจ็ดนัด อย่างนั้นก็ต้องเป็นปืนคนละแบบสองกระบอก”
เยี่ยหลินเอียงคอแล้วยื่นมือออกไป
“ให้ผมเป็นปืนพกเจ็ดเจ็ดแจ็คเจ็ดนัดนั่นก็พอ จะได้ไม่ต้องเป็นกังวล”
“เอาจริงเถอะ ข้างนอกนี่เกิดอะไรขึ้น”
เยี่ยหลินถามจบก็ขมวดคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยและกระวนกระวาย
ที่พูดถึงผีดิบ ก็แค่การเสียดสีล้อเล่นเท่านั้น
แต่ระหว่างทาง เขาได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาแต่ไกลไม่น้อยเลย
เสียงไซเรน เสียงปืนดัง เสียงดุด่าตะคอก ฟังแค่เสียงเขาก็จินตนาการถึงระดับความสับสนอลหม่านของโลกภายนอกได้
รถหุ้มเกราะวิ่งเข้าไปในตัวเมืองได้อย่างไม่มีอะไรกีดขวาง ถนนสายหลักถูกควบคุมทั้งหมดแล้วนี่
เอาจริง ๆ นะ เขาคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าจะมีเรื่องอะไร ที่สามารถบีบให้ทางทหารต้องปิดล้อมเมืองทั้งเมืองได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...
ขอบเขตของเรื่องนี้ต้องไม่ใช่แค่ที่หลินเจียงแน่ ๆ
ทว่าต้องเผชิญหน้ากับคำถามของเขา ในรถหุ้มเกราะ สีหน้าของหวงเหลียงเปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายกลับบีบเอาคำพูดสองคำออกมาจากไรฟัน
“สอบ!”
“เอี๊ยด!”
รถหุ้มเกราะเบรกกะทันหัน ทหารสี่นายที่ทำหน้าที่อารักขากระโดดออกจากรถอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ากำลังเผชิญศัตรูมัจจุราช เปิดประตูแล้วก็วิ่งถลาเต็มกำลังอย่างเร็วที่สุด
“ถอย! ถอย!! ถอย!! ทั้งหมดถอย!!”
ในเสียงคำรามนั้นแฝงไปด้วยความหวาดกลัว นอกตัวรถก็ดังมาพร้อมกันเป็นเสียงของหนัก ๆ ร่วงกระทบพื้นนับไม่ถ้วน
ชั่วพริบตานั้น สายลมเย็นเฉียบหลายระลอกจากนอกรถก็พัดปะทะเข้ามาภายใน ภายในรถ เยี่ยหลินยังคงตะลึงงันกับคำตอบของหวงเหลียง วินาทีต่อมา อยู่ ๆ เขาก็รับรู้ถึงความกดดันที่มิอาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ระเบิดอัดลงมาอย่างรุนแรง!
สอบ!? สอบอะไร?
แสงสว่างแยงตา วินาทีที่ปลดผ้าคลุมหัวออก เยี่ยหลินพยายามลืมตาให้กว้างที่สุด ในจังหวะที่มองเห็นได้ชัด ร่างกายก็กลับแข็งค้างอยู่กับที่ทันที
ทหารอารักขาทั้งหมดถอนทัพออกไปแล้ว
บนท้องฟ้าที่มืดทะมึนดำดั่งน้ำหมึก ศพแล้วศพเล่าที่สวมใส่ชุดนักเรียนร่วงหล่นลงมาจากบนฟ้าอย่างกับฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ร่างแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
บนตึกเรียนที่ถูกเนื้อและเลือดทาจนกลายเป็นสีแดงฉาน มีวงก้นหอยสีดำกลุ่มหนึ่งที่มีขนาดใหญ่เท่าตึกหกชั้น ราวกับเป็นทางเข้าสู่นรก บิดเบือนพื้นที่ว่างโดยรอบอย่างบ้าคลั่ง
ข้อสอบสีขาวปลิวว่อนอยู่ในสายลมดั่งเงินกระดาษ
เสียงแจ้งเตือนที่มีจังหวะห้วนกลไก ดังขึ้นจากภายในวงก้นหอยอย่างเยือกเย็นราวกับว่ากำลังค้นพบเหยื่อ
“ตรวจพบผู้เข้าสอบที่เหมาะสม เริ่มการจับกุม”
“อีก 3 วินาทีจะทำการเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่สอบ”
“นับถอยหลัง:”
“3!”
“2!”
“1!”
...
“เชี่ย..!!”
ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ความมืดจะห่อหุ้มทับลงมา สีหน้าของเยี่ยหลินเปลี่ยนไป พุ่งตัวเข้าหาหวงเหลียงที่ตัวแข็งค้างด้วยสัญชาตญาณ
เขาไม่รู้ว่าเพราะอีกฝ่ายตกตะลึงเกินเหตุไปรึเปล่า ถึงได้ลืมว่าตัวเองควรทำอะไร! เขารู้แค่ว่าวงก้นหอยที่อยู่ตรงหน้านั่นมันอันตรายสุดขีด!
“ไอ้หัวเกรียน!! เอาปืนมาให้ฉัน!!”