รอยยิ้มบนใบหน้าของลุงหลวงลู่ชะงักค้าง
เขารีบอธิบายทันทีว่า “กระหม่อมก็เพียงเห็นเจาอู่อ๋องตรากตรำเพื่อแคว้นมานาน แต่ข้างกายกลับไม่มีผู้ใดคอยเอาใจใส่ กระหม่อมจึงอดเป็นห่วงไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ...”
“ถึงคราวเจ้าเป็นห่วงด้วยหรือ!” อ๋องผิงตวาด นัยน์ตาเรียวยาวมีเพลิงโทสะพลุ่งพล่าน สีหน้ามืดครึ้มจนน่าหวาดหวั่น
ขณะนั้น เซียวเหอเย่ซึ่งคอยอยู่เคียงข้างสวี่จิ้งหยางมาตลอดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เปิ่นหวังเห็นว่าลุงหลวงลู่คงเลอะเลือนไปแล้ว เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าการกระทำเช่นนี้จะนำคำครหาและคำใส่ร้ายเช่นใดมาสู่ท่านอ๋อง ยิ่งไปกว่านั้น...”
แววตาดำมืดเย็นเยียบของเซียวเหอเย่กวาดผ่านชายหลายคนที่ตกใจจนหน้าซีด “ชายหน้าตาธรรมดาเหล่านี้ ลุงหลวงลู่จงใจทำให้เจาอู่อ๋องเสื่อมเสียหรือ?”
ลุงหลวงลู่ถูกทั้งสองตำหนิติดต่อกัน เหงื่อเย็นผุดพราวบนหน้าผาก
“กระหม่อมจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!” เขาหันไปทางสวี่จิ้งหยาง ประสานมือกล่าวขออภัย “ท่านอ๋อง กระหม่อมหวังดีจริง ๆ คนเหล่านี้ก็มาถึงแล้ว ท่านเห็นว่า...”
ลุงหลวงลู่ลากเสียงยาว ทว่าเห็นได้ชัดว่ายังไม่ยอมล้มเลิกความคิดนี้
แม้แต่เขายังคิดเช่นนี้ แล้วเหล่าขุนนางทั่วราชสำนักคนอื่นเล่า?
สวี่จิ้งหยางต้องป้องกันไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
นางมีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง แววตาคมกริบดุจคมมีด ก้าวไม่กี่ก้าวไปถึงข้างรถม้า
เห็นนางกำหมัดขวา แล้วเหวี่ยงแขนออกไปพร้อมเสียงลมหวีดหวิว ก่อนชกกระแทกคานรถที่แข็งแรงอย่างแรง!
เสียงดังสนั่น คานไม้แตกกระจาย เศษไม้ปลิวว่อน!
คานรถถูกนางชกจนหักสะบั้นทั้งท่อน!
รถม้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ชายสองคนที่เหลืออยู่ข้างในกรีดร้อง ก่อนกลิ้งออกมาอย่างทุลักทุเล ตกลงพื้นตัวสั่นงันงก
