ต่อให้เป็นหลานซื่อที่นิ่งค้างไปชั่วขณะ หรือจะเป็นลู่เจินเจินที่ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะต้องปรบมือชื่นชมซานเหล่าเหย
ผู้ชายผู้นี้เมื่อไม่หมกมุ่นในกามารมณ์แล้ว สมองก็ปลอดโปร่งขึ้นอีกมาก
ซานเหล่าเหยในเวลานี้ก็ไม่ต่างจากเนื้อเหนียวที่ฟันเท่าไรก็ไม่เข้า ทั้งสามารถตีรวนแถไปได้ ทั้งพูดจาเข้าท่าใช้เหตุผลได้อีก
แม้แต่ฟู่จืออี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองซานเหล่าเหยอย่างอดสู แต่ก็มิได้เอ่ยสิ่งใด
ลู่เจินเจินก็รู้ดีว่าเจ้าเด็กอย่างฟู่จืออี้น่ะ มันยอมรับในใจว่าซานเหล่าเหยกระทำต่อตระกูลโหวด้วยวิธีเช่นนี้ได้
ลองคิดดูให้ดี พวกเราทั้งครอบครัวก็นับได้ว่าเป็นพวกผูกใจเจ็บและใจน้อย
หลานซื่อเจ็บแค้น ถึงขั้นที่ถึงตอนนี้ก็ยังมิอาจให้อภัยซานเหล่าเหย
ฟู่จืออี้เจ็บแค้น ถึงขั้นไม่ยอมให้อภัยแก่ท่านโหวเฒ่าและซานเหล่าเหย
ตัวนางเองก็เจ็บแค้น ถึงขั้นตัดสัมพันธ์กับสกุลลู่
ซานเหล่าเหยเองก็เจ็บแค้น
ช่างจริงแท้เสียจริง ที่ว่าคบคนพาลก็พาลพาไปหาผิด คบคนบัณฑิตก็พาไปหาผล
เอาเถอะ ใครก็ไม่ต้องว่าใครแล้ว
เมื่อเห็นว่าฟู่จืออี้และหลานซื่อต่างเงียบไม่พูดอะไร ซานเหล่าเหยก็เท้าสะเอว กล่าวอย่างได้ใจว่า "ของพวกนี้ ลูกสะใภ้ เจ้าจงเก็บรักษาไว้ให้ดีๆ แก่เด็กน้อยทั้งสามคนเถิด เจ้าอย่าไปสนใจว่าผู้อื่นจะนินทาอย่างไร ยังไงซะของก็อยู่ในมือพวกเราแล้ว ประโยชน์พวกเราก็บังอาจตักตวงเอาเถิดก็แล้วกัน"
"พวกที่พูดจาเปรี้ยวปรี๊ดก็เป็นพวกที่กินองุ่นไม่ได้แล้วว่าองุ่นเปรี้ยว หากพวกมันตักตวงผลประโยชน์ได้บ้าง ก็ย่อมจะย่ามใจทะนงตนยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก!"
กล่าวจบ เขาก็เดินทอดน่องจากไป
ทิ้งไว้สามคน ผ่านไปพักหนึ่งลู่เจินเจินถึงได้สติดีขึ้นมาได้ นี่หรือคือการถูกซานเหล่าเหยสั่งสอน?
โกรธเสียจนนางต้องถกแขนเสื้อขึ้นเพื่อจะวิ่งตามไปโต้แย้งสักสองสามประโยค
แต่ก็ถูกฟู่จืออี้รวบเอวไว้ แล้วส่งสายตาให้
