หูซื่อก็หัวเราะ “รอให้เจ้าล่าวซานพวกเขากลับมา พวกเราก็พร้อมหน้าพร้อมตาครึกครื้นอีกครั้ง เพียงแต่ไม่รู้ว่าภรรยาเจ้าล่าวซานทุกวันนี้นิสัยใจคอยังเป็นเหมือนเมื่อปีนั้นหรือไม่”
คำกล่าวนี้ซุนซื่อก็ยากจะรับต่อ
เพราะใคร ๆ ต่างก็รู้ ภายในจวนโหวตระกูลฟู่ยามนี้ กลับเป็นสาขาสามที่มีอนาคตรุ่งเรืองที่สุด
ฟู่จืออี้ไม่ต้องเอ่ยถึง ลู่เจินเจินผู้นี้ที่เป็นพี่สะใภ้น้องสะใภ้ ตอนออกจากเมืองหลวงแต่แรกนั้นยังเป็นเพียงเซี่ยนจู่ พอกลับมากลับได้เป็นจวิ้นจู่แล้ว
ไม่กี่ปีมานี้ได้ยินว่ายังคงไปมาหาสู่สนิทสนมกับกุ้ยเฟยในวังและองค์หญิงสี่
ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานลู่เจินเจิน องค์หญิงห่างชั้นผู้นี้เป็นพิเศษ พระราชทานพระกรุณาล้นเหลือ
ทุกปีพระราชทานรางวัลนานัปการ หนานเยว่โน้นแม้อยู่ห่างไกลกันนับพันลี้ บำเหน็จรางวัลก็มิเคยขาดสักครั้ง ล้วนส่งเป็นของชั้นเลิศชั้นยอดไปให้
พี่สะใภ้น้องสะใภ้ที่แต่เดิมฐานะต่ำต้อยที่สุด บัดนี้กลับกลายเป็นผู้มีฐานะสูงส่งที่สุดในหมู่พี่สะใภ้น้องสะใภ้เสียแล้ว
ซุนซื่อหลายปีนี้ติดตามสามีไปรับราชการต่างเมือง ก็เข้าถึงวิถีชาวบ้านขึ้นมาก ทำตัวเป็นกันเองยิ่งกว่าแต่ก่อนมากนัก อีกทั้งยังรู้จักมารยาทการวางตัวในสังคมไม่น้อย
ระหว่างทางขากลับ ได้ยินข่าวว่าสาขาสามจะกลับเมืองหลวง ก็คิดคำนวณอยู่ในใจแล้ว
เวยเกอร์อายุไม่น้อยแล้ว ทว่าการเล่าเรียนก็ดูไม่ค่อยมีพรสวรรค์มากนัก คราวนี้กลับเมืองหลวง ก็อยากจะหาทางให้เขาได้ที่นั่งเป็นนักศึกษาสำนักปราชญ์หลวงสักคน
ไม่ว่าจะเรียนอะไรในสำนักปราชญ์หลวงก็ดี หรือผูกมิตรเชื่อมสัมพันธ์กับใครก็ตาม
ต่อให้สุดท้าย ก็เหมือนบิดาแท้ ๆ ของเขา ซื้อตำแหน่งขุนนางสักตำแหน่ง ว่าไปแล้ว มีเจ้าลาวซื่อฟู่จืออี้ผู้เป็นอาแท้ ๆ อยู่ในราชสำนัก หนทางก็ย่อมราบรื่นกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง
