องค์หญิงใหญ่สีพระพักตร์ผ่อนคลายลง ทรงลูบหน้าส้มโอ ตรัสเบา ๆ ว่า “ออกเรือนและหาผู้มาเขยนั้นกินไม่ได้ เจ้ากินขนมเผือกต่อเถิด”
ส้มโองุนงง ก้มหน้ากินขนมเผือกต่อ
ในพระเนตรองค์หญิงใหญ่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน ทรงหันมาตรัสกับลู่เจินเจินว่า “เล่ออัน องค์หญิงน้อยของเจ้านี้ข้ารักนักหนา มิเช่นนั้น นางเป็นบุตรสาวบุญธรรมของข้าเถิด”
“หา?” ลู่เจินเจินคาดไม่ถึงว่าองค์หญิงใหญ่จะทรงมีรับสั่งเช่นนี้ นางนิ่งงันไปชั่วขณะ
ผู้คนรอบด้านก็มิอาจคาดคิด องค์หญิงใหญ่ทรงโปรดส้มโอถึงเพียงนี้ เพิ่งพบหน้ากันครั้งแรกก็จะทรงรับเป็นบุตรสาวบุญธรรมเสียแล้ว
มีเพียงพระชายาจิ้นและคนอื่น ๆ ที่มองออกถึงความหมายแฝงในพระวาจาขององค์หญิงใหญ่
เกรงว่าเป็นเพราะความโปรดปรานที่พระองค์มีต่อส้มโอ ทำให้โซ่วหวังเฟยกล่าววาจาเช่นนั้นออกมา แม้องค์หญิงใหญ่จะทรงโต้แย้งในทันที และพระชายาจิ้นช่วยผ่อนหนักผ่อนเบาให้
แต่หากแพร่งพรายออกไป คงไม่ดีต่อส้มโอเป็นแน่
ดังนั้นการตรัสว่าจะทรงรับเป็นบุตรสาวบุญธรรม จึงเป็นการพิสูจน์ว่าพระองค์โปรดส้มโออย่างแท้จริง หาใช่ต้องการคลุมถุงชนให้โอรสของพระองค์ไม่
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้คนก็จะอิจฉาแต่ความโชคดีของส้มโอที่นางเข้าพระเนตรองค์หญิงใหญ่ โดยไม่นินทาลับหลังอีก
ลู่เจินเจินเองก็ตระหนักได้โดยเร็วถึงหวังดีที่แฝงอยู่ในพระวาจาขององค์หญิงใหญ่
แม้นางจะไม่ทราบว่าพระดำรัสนี้เป็นเพียงการกล่าวเพื่อปลดเปลื้องสถานการณ์ของส้มโอ พ้นจากนี้แล้วก็จะมิได้เอ่ยถึงอีก หรือทรงตั้งพระทัยจะรับส้มโอเป็นบุตรสาวบุญธรรมโดยแท้ แต่ในเมื่อองค์หญิงใหญ่ตรัสออกมาต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้แล้ว ก็มิอาจปฏิเสธได้