ลู่เจินเจินรับคำเสียงอ่อน ก่อนเอ่ยเพียงว่า “ฝ่าบาทยามนี้พระสิริโฉมยากแก่การคาดเดา”
ฟู่จืออี้ยกมือตบบ่านางลู่เจินเจินอย่างเข้าอกเข้าใจ
ลู่เจินเจินจึงเล่ารายละเอียดทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากเข้าวังให้ฟู่จืออี้ฟังอย่างถี่ถ้วน
เมื่อเล่าจบแล้ว นางยังคงมีแววกังวลอยู่บ้าง พลางถามฟู่จืออี้ว่า “ข้ามิได้กล่าวสิ่งใดผิดพลาดไปกระมัง”
หากเป็นเมื่อก่อนหน้านี้ นางย่อมไม่มีคำถามเช่นนี้
ทว่ายามนี้มิอาจเทียบกับครั้งก่อนได้ บัดนี้สถานการณ์ในวังซับซ้อน ฝ่าบาทเองก็ทรงพระพิโรธง่ายประทับใจยาก ในใจนางจึงไร้ซึ่งหลักยึด
เกรงก็แต่ว่าประโยคใดประโยคหนึ่งไม่เหมาะไม่ควร จะไปทิ่มแทงพระทัยฝ่าบาทเข้า
ทิ่มแทงผู้อื่นไม่เป็นไร แต่ถ้าไปทิ่มแทงพระทัยฝ่าบาทแล้ว หากไม่ระมัดระวังก็อาจได้รับของขวัญชิ้นใหญ่เกมล้างบางเก้าชั่วโคตร จะไม่ให้เป็นกังวลได้อย่างไร
เมื่อกลางวันอยู่ในวังหลวง แม้นางจะยิ้มแย้มตลอดเวลา คำพูดก็ดูราวกับเมื่อห้าปีก่อน ปราศจากเล่ห์เหลี่ยม คิดสิ่งใดก็พูดสิ่งนั้น
แต่ความจริงแล้วนางต้องกำเหงื่อไว้ในกำมือเสมอมา ทุกประโยคก่อนจะพูดออกไป ในหัวสมองของนางต้องผ่านการไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางรู้ดีว่า ตอนที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งนางเป็นเซียงจู่ นั่นเพราะผลงานการทำบัญชีเล็กน้อย
ทว่าในภายหลังที่ได้เลื่อนขั้นเป็นเซี่ยนจู่และจวิ้นจู่ ส่วนหนึ่งนั้นเพราะจะใช้ฟู่จืออี้ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนางปฏิบัติต่อองค์จักรพรรดิด้วยความจริงใจ
แม้ในใจของนางอาจจะมิได้จริงใจนัก ทว่าต่อหน้าฝ่าบาท อย่างน้อยก็แปดส่วนจริงสองส่วนเท็จ
ดังนั้นถ้อยคำในวันนั้น นางจึงต้องควบคุมจังหวะของจริงและเท็จ จะต้องแสดงให้ฝ่าบาทเห็นว่า นางยังเป็นเหมือนเมื่อห้าปีก่อน ปฏิบัติต่อฝ่าบาทด้วยความจริงใจเช่นเดิม มิได้มีสองจิตสองใจ
ขณะเดียวกันก็ต้องคอยสังเกตสีหน้าเล็ก ๆ น้อย ๆ และท่าทางของฝ่าบาท ใส่ลูกเล่นหยอกล้อเข้าไปอีกสักหน่อย ทั้งยังต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ เป็นเพียงการพูดคุยเรื่องในครอบครัวและสิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง แล้วจึงเล่าสิ่งที่ฝ่าบาทอยากรู้ให้พระองค์ฟัง