เรือมาถึงเทียนจินเว่ยตอนปลายปี
บนท่าเรือมีน้ำแข็งบาง ๆ เกาะอยู่ ลมทะเลเค็มคาว เทียบกับท่าเรือเบอร์ลินแล้วห่างชั้นกันลิบลับ
ยุคนี้พวกฝรั่งนี่ช่างเป็นพ่อที่เข้มงวดที่สุดในโลกจริง ๆ...
เจ้าหน้าที่ผู้มาต้อนรับมีสีหน้าอิดโรย เอกสารคำสั่งถูกห่อด้วยกระดาษเหลือง
เนื้อหาโดยสรุปคือ
“...เนื่องจากราชสำนักปรับเปลี่ยนแผนฝึกกองทัพใหม่ รายชื่อนักเรียนที่ไปศึกษาต่อในเยอรมนีและได้รับการจัดสรรตำแหน่งมีดังนี้ ต้วนฉีรุ่ย ไปประจำกรมสรรพาวุธเป่ยหยาง อยู่ใต้บังคับบัญชาของใต้เท้าจางซื่อเหยี่ยน...”
ต้วนฉีรุ่ยรับคำสั่ง สีหน้าไม่เผยอารมณ์ยินดีหรือเสียใจ
เขาหันไปมองจางเย่
ที่จริงต้วนยังต้องรออีกหลายปีกว่าจะได้รับความสำคัญ ครั้นถึงเวลานั้น เขาจึงจะได้เข้าสู่เวทีประวัติศาสตร์ หลังจากถูกหยวนซื่อข่ายเรียกไปประจำค่ายทหารเสี่ยวจ้านแห่งเทียนจิน
ยังไม่ถึงคราวอ่านคำสั่งของจางเย่
“...จางเย่ ไปประจำกองทหารรักษาการณ์เหลียงโจว มณฑลกานซู่ เป็นผู้ช่วยผู้ดูแลสนามม้า ออกเดินทางทันที”
อากาศเงียบงันไปชั่วขณะ
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่อยู่ข้าง ๆ สบตากัน คนที่กลับมาพร้อมความรู้จากโลกตะวันตกในยุคนี้ล้วนเป็นบุคลากรล้ำค่า
กานซู่? สนามม้า? ที่นั่นนอกจากทะเลทรายเหลืองกับพุ่มหนามอูฐแล้วยังมีอะไรอีก?
สวีซู่เจิงพึมพำเสียงเบา “เหลียงโจว... ได้ยินว่าที่นั่นทั้งปีแทบไม่มีแป้งขาวให้กินสักกี่มื้อ”
ต้วนฉีรุ่ยขมวดคิ้ว มองเจ้าหน้าที่ผู้อ่านคำสั่ง “ใต้เท้า การจัดสรรตำแหน่งนี้ผิดพลาดหรือไม่? จางจื่อเฉินแม้จะอยู่ในเยอรมนี...”
เจ้าหน้าที่โบกมือ “เป็นการจัดการของส่วนกลาง ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร เหลียงโจวก็เป็นพื้นที่สำคัญ ม้าศึกเกี่ยวพันกับการป้องกันชายแดน มิใช่ตำแหน่งว่างงาน”
จางเย่รับคำสั่ง สีหน้าสงบนิ่ง
แท้จริงแล้วเขาคาดการณ์เรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ด้วยภูมิหลังทางการเมืองเช่นเขา หากได้เข้าสังกัดเป่ยหยางสิถึงจะแปลก
ไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือหรือ?
กานซู่... ที่กานซู่น่าจะมีเหมืองถ่านหินสินะ?
ต้วนบอกว่ากานซู่มีทรัพยากรแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์...
มีถ่านหินก็พอแล้ว!
ฟ้าสูงฮ่องเต้อยู่ไกล ยามนี้ฉันยังมีตำแหน่งที่ราชสำนักแต่งตั้งให้ ที่จริงเหมาะกับการพัฒนาพื้นที่มาก
จะให้ตั้งโรงงานในเทียนจินได้ยังไง? ถึงเวลานั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลายเป็นโรงงานของใคร
ทันทีที่จางเย่เหยียบแผ่นดินมาตุภูมิ เขาก็ค้นพบว่าตนสามารถตรวจสอบระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของพื้นที่ปัจจุบันได้
【พื้นที่ปัจจุบัน: จื๋อลี่
ระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: 1.5
พื้นที่เป้าหมาย: เหลียงโจว มณฑลกานซู่
ระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยประมาณ: 0.5】
【คำแนะนำ: ยิ่งระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่ำ การก่อสร้างโรงงานก็ยิ่งใช้เวลานาน ขอแนะนำให้ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเป็นอันดับแรกเมื่อเดินทางถึง】
ยามนี้จื๋อลี่ถือเป็นพื้นที่ที่เจริญก้าวหน้ากว่าที่อื่นในประเทศแล้ว แต่ระดับโครงสร้างพื้นฐานยังแค่ 1.5 เอง
เฮ้อ รัฐบาลไร้ความสามารถ ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วหล้าอย่างแท้จริง!
.....
คืนนั้น ต้วนฉีรุ่ยเลี้ยงเกี๊ยวจางเย่ที่โรงเตี๊ยมใกล้ค่ายเสี่ยวจ้าน
ทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน นอกหน้าต่างคือราตรีของเทียนจินเว่ย เสียงกลองยามดังแว่วมาจากไกล ๆ
ต้วนฉีรุ่ยรินสุราให้จางเย่ “จื่อเฉิน เหลียงโจวทั้งหนาวเหน็บและยากลำบาก เจ้าต้องเดินทางไปคนเดียว ราชสำนักนี่ช่าง...”
จางเย่ส่ายหน้า “พี่จื่อเฉวียนวางใจเถิด อย่างไรเสียตอนนี้ข้าก็กินอิ่มคนเดียว ไม่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว เหลียงโจวกลับดีไม่น้อย อิสระกว่า”
“เฮ้อ”
ต้วนฉีรุ่ยมองเขาอยู่หลายวินาที ก่อนถอนหายใจเบา ๆ “ยามนี้ราชสำนักเผชิญทั้งภัยในและภัยนอก ขุมกำลังต่าง ๆ ต่างเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ เหลียงโจวอยู่ห่างจากศูนย์กลาง อย่างไรเจ้าก็ควรเตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ...”
จางเย่ยกจอกสุราแล้วหัวเราะลั่น “พี่จื่อเฉวียน ต่อไปข้าอาจต้องขอให้ท่านช่วยดูแลมากหน่อย”
ต้วนฉีรุ่ยยกจอกขึ้นอย่างเงียบงัน กระทบกับจอกของเขาเบา ๆ
......
ในต้าชิงเวลานี้ไม่มีอะไรน่าสนใจนัก จางเย่ดื่มสุรากับต้วนอยู่สองวัน ก็เตรียมออกเดินทาง
เรื่องเร่งด่วนที่สุดในยามนี้คือสร้างโรงงานให้ได้ก่อน
บิดาผู้ล่วงลับของเขามีเส้นสายกับชาวเยอรมัน ถึงเวลานั้นก็คงอธิบายได้ไม่ยาก
เรื่องเสกของจากความว่างเปล่ายังทำได้แล้ว ต่อไปก็พัฒนาได้เลย อย่างไรเสียเขาก็มีมนุษย์จำลอง ไม่ต้องกลัวว่าโรงงานจะหลุดจากการควบคุม
ทุกอย่างพร้อมแล้ว!
ตอนนี้เขาอยากไปขุดเหมืองที่กานซู่ให้เร็วที่สุด
จากนั้นก็ร่ำลา
จางเย่ใช้เวลาเดินทางจากเทียนจินไปเหลียงโจว 32 วัน
เริ่มจากนั่งรถไฟไปเป่าติ้ง
ทางรถไฟจิงฮั่นยังเปิดเดินรถไม่ตลอดสาย พอถึงเป่าติ้งก็ต้องเปลี่ยนไปนั่งรถเทียมล่อ
หมู่บ้านสองข้างทางทรุดโทรม ในนาข้าวสาลีปักธงขาวไว้ บ้านบางหลังเพิ่งจัดงานศพ
พอผ่านจวนไท่หยวนไปทางตะวันตก ถนนก็ยิ่งขรุขระ ฝุ่นดินเหลืองคลุ้งไปทั่ว หมู่บ้านสองข้างทางหลวงร้างผู้คนแทบทุกหลัง
ภัยอดอยากครั้งใหญ่ในปีติงอู่ช่วงต้นรัชศกกวางซวี่ผ่านพ้นไป 20 ปีแล้ว แต่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือก็ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
เฮ้อ
จางเย่นั่งอยู่บนรถเทียมล่อ ในใจรู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง คนหนุ่มอย่างเขาทนเห็นภาพเช่นนี้ไม่ได้ที่สุด
ประเทศนี้ป่วยหนักจนแทบหมดทางเยียวยาแล้ว ส่วนคนผู้นั้นในพระราชวังต้องห้ามยังคงบรรเลงดนตรีร่ายรำ ทำราวกับมองไม่เห็น
มีเพียงเมื่อตนได้เดินทางทั้งในยุโรปและในประเทศนี้ด้วยตาตัวเอง
จางเย่จึงยิ่งเข้าใจความหมายที่ตนมาที่นี่
ชนชาติจีนของเราถือกำเนิดมาเพื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลก
จางเย่วางแผนไว้แล้ว เขาจะหาโอกาสจัดตั้งโรงงาน พร้อมว่าจ้างผู้ลี้ภัยในท้องถิ่นให้ซ่อมถนนและบ่อน้ำของสนามม้า เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน
ใช้โรงงานหนึ่งแห่งขุดถ่านหิน ลักลอบขุดเก็บไว้ก่อนให้มากหน่อย ส่วนโรงงานที่เหลือจะนำไปผลิตของจำเป็นในชีวิตประจำวันชั่วคราว แล้วดูว่าจะแลกอาหารมาได้หรือไม่
มีอาหารก็มีคน
โรงงานใหญ่ทั้งสี่แห่งของจางเย่ต้องใช้แรงงานนับหมื่นคน! ต้าชิงยังไม่ล่มสลาย หากเคลื่อนไหวเอิกเกริกเกินไป จางเย่คงถูกกำจัดทิ้งราวกับหมาข้างถนน
จางเย่คิดเรื่องนี้ไว้ชัดเจนแล้ว ยามนี้เขาต้องอาศัยตำแหน่งขุนนางสะสมเสบียงไว้ให้มาก แล้วค่อยประกาศตัวเป็นใหญ่ภายหลัง อย่างไรเสียโอกาสในวันหน้ายังมีอีกมาก
ผ่านหลันโจวแล้วเดินทางต่อไปทางตะวันตก เมื่อถึงช่องเขากู่ล่าง พายุทรายก็พัดจนบดบังท้องฟ้า
คนขับรถกล่าวว่า “เดินทางต่ออีกสามวันก็ถึงเหลียงโจวแล้ว ใต้เท้าจาง ท่านไปเป็นขุนนางที่นั่น อย่าลืมนำเสื้อผ้าติดตัวไปหลายชั้น”
จางเย่ดึงผ้าพันคอขึ้นปิดจมูกกับปาก พลางพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับทราบแล้ว
สนามม้าของกองทหารรักษาการณ์เหลียงโจวอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 30 ลี้
ตอนจางเย่มาถึงเป็นเวลาเย็นย่ำ แสงอาทิตย์อัสดงแดงฉานราวโลหิต สาดส่องกำแพงดินที่พังทลายไปครึ่งหนึ่ง
ม้าศึกนับร้อยตัวผอมโซจนเห็นซี่โครง กระจายกันแทะรากหญ้าอยู่ในคอก ฝุ่นที่กีบม้าตะกุยขึ้นมาลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น
ผู้ดูแลมีตำแหน่งเป็นปาจ่ง แซ่จ้าว อายุราว 40 ปี หนวดเครารุงรัง แขนเสื้อของเสื้อบุนวมขาดเป็นรู เผยให้เห็นสำลีสีเทาดำ
เมื่อเห็นจางเย่าสวมเครื่องแบบทหารแบบเยอรมันอย่างเรียบร้อย ปาจ่งจ้าวก็ชะงักไป ก่อนรีบปั้นยิ้มประจบ “ท่านผู้ช่วยจาง! ในที่สุดท่านก็มาถึงแล้ว! พวกพี่น้องเฝ้ารอท่านจน...”
จางเย่กวาดตามองไปรอบ ๆ
มีทหารทั้งหมดไม่ถึง 70 คน ครึ่งหนึ่งเป็นคนแก่และคนอ่อนแอ อาวุธในมือยังเป็นปืนยาวบรรจุปากลำกล้องกับปืนคาบศิลาแบบปากกระบอก ซึ่งกองทัพทั่วประเทศยังไม่ได้ติดตั้งอาวุธแบบนี้ด้วยซ้ำ
ต้องรอจนราชสำนักชิงพ่ายแพ้ในสงครามเจี๋ยอู่ และมีคำสั่งให้หยวนซื่อข่ายฝึกทหารที่ค่ายเสี่ยวจ้านในเทียนจิน หลังจากหยวนซื่อข่ายรับตำแหน่งขุนนางใหญ่เป่ยหยาง กองทัพเป่ยหยางทั้งหกกองจึงจะมีกำลังรบอย่างแท้จริง
ทว่ากองทัพมีองค์ประกอบซับซ้อน สุดท้ายก็จุดชนวนให้เกิดยุคสงครามขุนศึกวุ่นวาย เบื้องหลังนั้นยังมีเงาของชาติมหาอำนาจต่างชาติทอดทับอยู่
แผ่นดินจีนเอ๋ย แผ่นดินจีน
“ผู้ดูแลจ้าว” หลังจากจางเย่ทอดถอนใจอยู่ในใจแล้วก็เอ่ยขึ้น “พาข้าไปดูคลังกับคอกม้าก่อน”
เพราะทางนี้ยังไม่ได้จัดผู้ดูแลใหญ่ไว้ชั่วคราว ผู้ช่วยอย่างจางเย่จึงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
คืนนั้น ปาจ่งจ้าวจัดห้องปีกตะวันออกของที่ทำการสนามม้าให้เขาพัก
บ้านก่อด้วยอิฐดิน หน้าต่างกรุกระดาษ เท่านี้ก็นับว่าเป็นที่พักที่ดีในแถบนี้แล้ว
เทียบกับบ้านฝรั่งหลังเล็ก ๆ ไม่ได้เลย...
จางเย่ให้ปาจ่งจ้าวต้มน้ำร้อนให้กา แล้วบอกว่าตนต้องจัดการเอกสาร ก่อนจะปิดประตู
ไส้ตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบสองครั้ง ภายในห้องเหลือเพียงเขาคนเดียว
เขาสูดหายใจลึก จางเย่ตรวจสอบดู แล้วพบว่าตอนนี้สามารถเลือกวางแผนก่อสร้างโรงงานได้แล้ว
แผนที่ของพื้นที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
มีเหมืองถ่านหินอยู่จริงด้วย!
จางเย่เลือกตำแหน่งทันที หลังจากนั้นก็รอให้คนงานจำลองไปเริ่มก่อสร้างได้เลย
ระบบยังใส่ใจผู้ใช้ไม่น้อย!
แต่โรงงานหนึ่งแห่งให้คนจำลองมาแค่ 20 คน
ขี้เหนียวชะมัด...
ตอนนี้จางเย่รู้แล้วว่าตัวเองขาดแคลนแรงงาน!
