สี่ปีที่คบกับฉือเย่า คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของสวี่หว่านหนิง
หลังจากเลิกกัน...
สวี่หว่านหนิงร้องไห้อยู่ห้าปี
ถึงจะไม่ได้ร้องทุกวัน แต่พอคิดถึงฉือเย่าเมื่อไหร่ ในใจก็เหมือนมีฝนโปรยปราย ชื้นเฉอะแฉะ หดหู่ ดวงตาก็พลอยเปียกชื้นตามไปด้วย
เธอไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้จะได้เจอฉือเย่าอีกครั้ง
ในงานเลี้ยงของไป๋ซวี่
เธอเพิ่งเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวที่ครึกครื้น สายตาก็จับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างที่คุ้นเคยทันที
วินาทีนั้น หัวใจเธอเต้นระรัวดังฟ้าร้อง กระหน่ำใส่เธออย่างไม่ทันตั้งตัว ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิในใจ
ทุกสิ่งรอบตัวเงียบงัน สีสันเลือนหาย
ในสายตาเหลือเพียงฉือเย่า
เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงดำ รูปร่างสูงสง่าบึกบึน มาดสง่างามสูงศักดิ์ แฝงไว้ด้วยความเย็นชาจาง ๆ ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลาจนหาที่ติมิได้
เขากำลังก้มดูมือถือ
ความทรงจำซ้อนทับกันในพริบตา เด็กหนุ่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวัยรุ่น ความอบอุ่น สดใส และชอบยิ้มแย้มคนนั้น เหมือนเมื่อวานยังกอดเธออยู่ ก้มลงมาออดอ้อนเธอว่า “หนิงหนิง จุ๊บหน่อยนะ”
แต่มันไม่ใช่เมื่อวาน มันคือห้าปี
ราวกับผ่านไปอีกชีวิตหนึ่ง...
ปลายนิ้วเธอสั่นเล็กน้อย ความเจ็บปวดรวดร้าวแผ่ซ่าน จู่ ๆ ดวงตาก็ร้อนผ่าว ไม่มีความกล้าจะเจอเขาอีก อยากหนี...
เธอลังเลไม่กล้าตัดสินใจ หมุนตัวจะเดินออกไปอย่างร้อนรน
“สวี่หว่านหนิง...” ไป๋ซวี่ตะโกนเรียกเธอ “เพิ่งเข้ามาทำไมจะเดินออกแล้วล่ะ”
เท้าของสวี่หว่านหนิงชะงัก มือที่จับประตูค้างแข็ง
ในห้องส่วนตัว แทบทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ
มีเพียงฉือเย่า นิ้วโป้งที่เลื่อนหน้าจอสะดุดหยุดลง ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ อีก นิ่งสนิท
สวี่หว่านหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกแน่นหน้าอก แทบหายใจไม่ออก
การได้เจอรักครั้งแรก มันทั้งอึดอัดและกระอักกระอ่วน
ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนที่พวกเขาเลิกกัน มันจบลงอย่างเลวร้ายสุด ๆ
“เข้ามาเร็วเข้า ฮุ่ยฮุ่ยใกล้ถึงแล้ว” ไป๋ซวี่เร่งเธอ
เสิ่นฮุ่ยคือเพื่อนสนิทของเธอ เป็นเพื่อนรักที่สุด เธอไปดูตัวเมื่อเดือนก่อน ตกหลุมรักไป๋ซวี่ตั้งแต่แรกเห็น ไม่นานก็ตกลงคบหา
ความรู้สึกร้อนแรงของทั้งคู่มาเร็วและรุนแรงมาก กำหนดงานแต่งอย่างรวดเร็วในกลางเดือนหน้า
งานเลี้ยงวันนี้ก็คือการนัดเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายมาทำความรู้จักกันไว้ พ่วงท้ายด้วยการหารือเรื่องการแสดงในงานแต่ง
ตามความคิดของเสิ่นฮุ่ย อยากให้กลุ่มเพื่อนเจ้าสาวเจ้าบ่าวเต้น ส่วนเจ้าบ่าวเจ้าสาวร้องเพลงรักกันบนเวที
ถ้าไม่ใช่เพื่อนรักกันแบบสนิทสนมกันจริง ๆ ก็คงไม่มีเพื่อนคนไหนยอมขึ้นไปขายขี้หน้าหรอก
สวี่หว่านหนิงทำใจอยู่นาน ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไป
ไป๋ซวี่เดินมารับ วางมือไว้ด้านหลังเธอ แต่ไม่ได้จับ ยังคงรักษาระยะอย่างสุภาพ มืออีกข้างทำท่าเชิญชวน พาเธอไปนั่งที่ว่างฝั่งผู้หญิง
พอเพิ่งนั่งลง เธอก็เห็นข้างกายฉือเย่ามีผู้หญิงสวยสง่านั่งอยู่
ซูเยว่เยว่ เพื่อนสนิทของฉือเย่า
ตอนที่เธอคบกับฉือเย่า ซูเยว่เยว่ก็เป็นศัตรูกับเธอมาตลอด
ตอนนี้ แววตาของซูเยว่เยว่ไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง ไม่ปิดบังความรังเกียจที่มีต่อเธอเลย “ไม่ใช่สิ...พี่ซวี่ ขยะอะไรก็เอามาเป็นเพื่อนเจ้าสาวได้เหรอ”
พูดจบ ทั้งโต๊ะตะลึงงัน
ไป๋ซวี่ก็อึ้งเช่นกัน!
ในวงเพื่อน ไม่เคยมีใครพูดจาแรงและหยาบคายขนาดนี้มาก่อน
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ซูเยว่เยว่
สวี่หว่านหนิงรู้ว่าซูเยว่เยว่กำลังด่าเธอ หัวใจกระตุกวูบ รู้สึกอับอาย สายตาเลื่อนไปที่ฉือเย่า
ฉือเย่าหลุบตาลง ทำท่าเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ปล่อยปละละเลยจ้องมือถือ
ใบหน้าคมหยักของเขาหล่อเหลาเย็นชา แสงไฟสีขาวสว่างตกลงบนปลายผมสั้นที่ซอยลดหลั่น เกิดเงาจาง ๆ ปกคลุม รอบตัวเขามีบรรยากาศเย็นชาห่างเหินเหมือนอย่าเข้าใกล้
มีผู้หญิงไม่พอใจ: “เธอว่าใครน่ะ”
ซูเยว่เยว่ทำท่ายโส: “ฉันว่าใคร สวี่หว่านหนิงรู้ดี”
สายตาของทุกคนจึงหันขวับไปที่สวี่หว่านหนิงอีกครั้ง
สวี่หว่านหนิงเป็นผู้หญิงที่สวยแบบไม่โอ้อวด เหมือนดอกระฆังที่หายากในหุบเขาลึก ผมยาวสลวยดำขลับมัดรวบไว้ด้านหลัง มาดสะอาดสะอ้าน แม้จะเป็นทนายความเพื่อสาธารณประโยชน์ แต่ดูอ่อนโยนและมีเมตตา มักให้ความรู้สึกสงบสงัด ไม่แก่งแย่งใครเสมอ
แต่จริง ๆ แล้ว คนที่รู้จักเธอต่างรู้ดีว่า นิสัยของเธอต่างจากภายนอกสุดขั้ว
ทุกคนต่างก็สงสัยว่าพวกเธอมีความแค้นอะไรกัน ถึงได้ด่าสวี่หว่านหนิงว่าเป็นขยะตั้งแต่เจอหน้าแรก
ถูกด่าว่าเป็นขยะ สวี่หว่านหนิงควรจะโกรธและตอบโต้
แต่เธอรู้ว่าซูเยว่เยว่กำลังพูดแทนฉือเย่า
ก็ถือว่าด่าไม่ผิด
เทียบกับฉือเย่าแล้ว เธอก็คือขยะ
ไป๋ซวี่ทำหน้าเก้อเขิน “ที่แท้พวกคุณรู้จักกันมาก่อนนี่เอง สวี่หว่านหนิงคือเพื่อนรักที่สุดของภรรยาผม ให้เกียรติผมหน่อย ไม่ว่าพวกคุณจะมีเรื่องอะไรกันมาก่อน คืนนี้ดื่มสามแก้วล้างความแค้น จับมือคืนดีกันได้ไหม”
ซูเยว่เยว่ไม่สนใจ: “ฉันกับเธอไม่มีเรื่องอะไรกัน ฉันไม่รู้จักผู้หญิงสารเลวแบบนี้ด้วย เย่าเกอต่างหากที่มีเรื่องกับเธอ คุณถามเย่าเกอดูสิว่าจะล้างความแค้นได้ไหม”
ผู้หญิงสารเลว?
ความสัมพันธ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ไป๋ซวี่เก้อเขินหน้าชา บีบยิ้มถาม: “อาเย่า คุณรู้จักสวี่หว่านหนิงเหรอ”
ที่จริงเขาอยากถามว่า: คุณโดนสวี่หว่านหนิงหลอกลวงมาก่อนเหรอ
มือทั้งสองของสวี่หว่านหนิงวางไว้ใต้โต๊ะ กำหมัดแน่น ในช่วงไม่กี่วินาทีที่รอให้ฉือเย่าพูดนี้ ตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีก
เหมือนอากาศเบาบางลง ความรู้สึกกดดันไร้รูปพุ่งเข้าใส่
ฉือเย่าถูกเอ่ยชื่อ ไฟลามมาที่ตัว อยากสะบัดก็สะบัดไม่หลุดแล้ว
เขาค่อย ๆ วางมือถือลงอย่างช้า ๆ เงยตาขึ้นมองสวี่หว่านหนิง
ดวงตาสีดำสนิทของชายหนุ่มราวกับน้ำค้างแข็งในเดือนสิบสอง แสงในตาเย็นชาเฉียบคม แฝงด้วยความห่างเหินที่มืดมิดไม่ชัดเจน
“ไม่รู้จัก” น้ำเสียงเขาทุ้มต่ำ ไม่มีความอบอุ่นเลยสักนิด
แค่คำว่าไม่รู้จักคำเดียว สวี่หว่านหนิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกอะไรสักอย่างกระแทกอย่างแรง เจ็บจนสั่นสะท้าน พร้อมกับจมอยู่ในความรู้สึกสิ้นหวัง
เมื่อสบตากับฉือเย่า ดวงตาของสวี่หว่านหนิงก็ร้อนผ่าว รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมา เธอพยายามเก็บกดอย่างสุดกำลัง กำหมัดแน่นจนสั่น รีบก้มหน้าลง
มันทรมานเกินไปแล้ว เธออยากไปจากที่นี่
บรรยากาศตึงเครียดลงทันที ทุกคนเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดูจากอารมณ์และสีหน้าก็พอจะดูออกได้บ้าง
ไป๋ซวี่ทำลายความเงียบ “วันนี้ที่เชิญเพื่อนเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าบ่าวในงานแต่งของพวกเรามาพบกัน ก็หวังให้ทุกคนรู้จักกันไว้ก่อน ให้เข้ากันได้ดี เพื่อให้รู้จักกันเร็วขึ้น ก่อนกินข้าว เรามาเล่นเกมกันก่อนดีกว่า”
เวลาคนหนุ่มสาวอยู่ด้วยกัน อยากให้ทุกคนรู้จักกันเร็วขึ้นและเข้ากับบรรยากาศได้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าเกมจริงใจหรือกล้า
“ผมเริ่มก่อน...” ไป๋ซวี่หยิบขวดเหล้าวางตรงกลางโต๊ะกลม หมุนแรง ๆ หนึ่งที
ยกเว้นสวี่หว่านหนิง สาว ๆ แทบทุกคนหวังให้ขวดชี้ไปที่ฉือเย่า
เมื่อขวดที่หมุนค่อย ๆ หยุดลง
ไม่ทำให้ผิดหวัง ทุกคนตื่นเต้นมาก “เป็นอาเย่า จริงใจหรือกล้า”
ฉือเย่าสีหน้าสงบราบเรียบ เขาไม่อยากเปิดเผยอะไรในใจให้ใครรู้ “กล้า”
ไป๋ซวี่จับกระดาษขึ้นมา เอ่ยอย่างประหลาดใจ: “คั่นด้วยทิชชู่ จูบผู้หญิงในที่นี้หนึ่งคนเป็นเวลาสองนาที”
ฉือเย่าขมวดคิ้ว ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง
มือของสวี่หว่านหนิงที่วางบนตักค่อย ๆ กำกางเกงแน่นขึ้น กระดูกนิ้วออกแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกเจ็บแปลบในอก
เธอรู้สึกว่าตัวเองนี่มันป่วยจริง ๆ ทำไมยังอยู่ทนรับความทุกข์ทรมานที่นี่ ความคิดอยากไปถึงขีดสุด
ซูเยว่เยว่ดึงทิชชู่ออกมา หน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “พวกเธอไม่มีโอกาสแล้วล่ะ เย่าเกอต้องจูบฉันแน่”
พูดจบ เธอก็แปะทิชชู่ไว้ที่ริมฝีปาก เอียงตัวเข้าหาฉือเย่า