หูจิ้นไฉเดินอยู่ข้างเซี่ยจ้ง ครั้นเห็นสีหน้าของเขาค่อนข้างเคร่งเครียด จึงเอ่ยยิ้ม ๆ
“แม่ทัพเซี่ย คนเถื่อนแค่สองพันคนเท่านั้น พี่ใหญ่ของเราพาคนไปเพียงห้าร้อย ก็ยังตีพวกมันแตกพ่ายได้”
เซี่ยจ้งพยักหน้า “เรื่องนี้ข้ารู้ ตอนนั้นข้าก็อยู่ในเหตุการณ์”
“อ้อ ข้าลืมไปเสียสนิท เช่นนั้นพวกเรารีบหาที่เตรียมการกันเถิด”
“ได้ เนินลาดที่ผ่านมาครู่ก่อนข้าว่าเหมาะทีเดียว พี่หู ท่านเห็นว่าอย่างไร”
“อืม ไม่เสียทีที่เป็นคนสนิทของพี่ใหญ่ สายตาเฉียบแหลมจริง ๆ”
เซี่ยจ้งเหลือบมองเขา “อย่าชมจนข้าเหลิงไปล่ะ พวกเรากำลังออกรบกันอยู่”
“ฮ่า ๆ ๆ ทำใจให้สบายเถิด พวกมันมาเป็นอาหารให้เราถึงที่เท่านั้น”
เซี่ยจ้งสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “กลับรถ มาตามข้าให้ติด อย่าให้หลงแถว”
เมื่อเลือกสถานที่ได้แล้ว ฟ้าก็มืดลงพอดี
เซี่ยจ้งสั่งให้ทหารติดตั้งรถศึกตั้งแต่เนิ่น ๆ จากนั้นทหารหนึ่งพันนายก็ลงจากม้า พักอยู่รอบรถศึก
เขาลอบดึงหูจิ้นไฉไปอีกทาง
“พี่หู ท่านดูสิ หากคนเถื่อนบุกมา ข้าควรให้พลธนูยิงโจมตีจากระยะไกลสองระลอกก่อน แล้วค่อยให้รถศึกพุ่งเข้าใส่ค่ายของพวกมันหรือไม่”
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ใช้วิธีเดียวกับพี่ใหญ่ก็พอ”
“อืม เพื่อให้สูญเสียน้อยลง ควรส่งคนไปขุดหลุมไว้หน้าค่ายก่อนหรือไม่”
หูจิ้นไฉชี้หน้าผากเขา
“เจ้าหนุ่มนี่มีสง่าราศีเหมือนพี่ใหญ่ของเรา เป็นแม่ทัพที่มีแววทีเดียว”
เซี่ยจ้งผลักเขาเบา ๆ อย่างเขินอาย
“ช่วยชี้แนะข้าหน่อยสิ อย่าเอาแต่คล้อยตามได้หรือไม่”
หูจิ้นไฉแบมือ “เฮ้อ พี่ใหญ่ไม่ให้ข้าพูดนี่นา เขาอยากให้เจ้าบัญชาการรบด้วยตนเอง”
เซี่ยจ้งมองไปทางปราสาท
“พี่ใหญ่ดีกับพวกเราจริง ๆ ใส่ใจทุกเรื่อง หากศึกนี้ทำผลงานไม่เข้าที ข้าจะมีหน้าอยู่ต่อได้อย่างไร”