ทหารเฝ้ายามเห็นทูถ่งประจำเมืองมาด้วยตนเอง ก็รีบวิ่งเข้าไปรายงาน
คราวนี้เวลามีไม่มาก หลินเฟิงยังคงมีฝุ่นเกาะเต็มตัว ปรากฏกายในลานเรือนเพื่อออกมาต้อนรับซูเฉียน
แม้ทั้งสองจะขัดแย้งกันทางการเมืองแล้ว แต่เบื้องหน้ายังคงรักษาความเป็นมิตรไว้
เมื่อนั่งลง ซูเฉียนก็ตรึกตรองถ้อยคำก่อนเอ่ย
“ท่านแม่ทัพหลิน ไม่ทราบว่าท่านทราบสถานการณ์นอกเมืองหรือไม่?”
“ใต้เท้าทูถ่ง ข้าอยู่แต่ในสถานีพักม้า ไม่ได้ออกไปไหน ข้างนอกเมืองเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
“แม่ทัพตู้ลี่เซิ่งนำทหารประจำเมืองไปปิดประตูเมืองแล้ว”
หลินเฟิงถามอย่างประหลาดใจ “อ้อ? ด้วยเหตุใดหรือ?”
ซูเฉียนกัดฟัน เจ้าหนุ่มนี่ก็ยังเสแสร้งต่อหน้าข้าอีก!
“เพราะบ้านของแม่ทัพตู้ถูกคนปล้น”
“หา! ในเมืองหลวงประจำแคว้นวุ่นวายถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ไฉนจึงมีคนกล้าปล้นบ้านแม่ทัพตู้?”
“ท่านแม่ทัพหลิน ท่านควบคุมในเมือง ส่วนแม่ทัพตู้ควบคุมนอกเมือง เช่นนี้จะให้ทูถ่งผู้นี้จัดการอย่างไร?”
ซูเฉียนจนปัญญา เป็นทูถ่งทั้งที กลับอึดอัดคับข้องใจเสียเหลือเกิน
หลินเฟิงแบมือทั้งสองข้าง
“ข้าก็ไม่ทราบ ใต้เท้าทูถ่งคิดจะจัดการอย่างไรหรือ?”
ซูเฉียนหันไปจ้องดวงตาหลินเฟิง
“ท่านแม่ทัพหลิน หากโจรบุกปล้นบ้านเรือน ควรต้องรับโทษเช่นไร?”
“เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเฉินทงพ่าน ข้าจะก้าวก่ายอำนาจได้อย่างไร?”
“ยามนี้ท่านแม่ทัพหลินเป็นผู้ควบคุมเมืองประจำแคว้น ควรให้คำชี้แจงแก่ทูถ่งผู้นี้สักข้อกระมัง?”
หลินเฟิงพยักหน้า “เรื่องความสงบเรียบร้อยในเมืองย่อมต้องจัดการเช่นนี้ ผู้ใดอยู่ข้างนอก?”
เซี่ยจ้งขานรับจากนอกประตู “แม่ทัพ”
“ไป สั่งให้ค้นหาทั่วทั้งเมือง จับกุมโจรมาให้ได้”
ซูเฉียนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ
นี่ข้าก้าวพลาดอีกแล้วหรือ ให้เจ้าหมอนี่ค้นหาทั่วเมือง จะค้นหาอะไร?