หวังฟู่ไหลเป็นบัณฑิต ย่อมมีสายตาอยู่บ้าง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงจับจ้องพื้นที่ชิงสุ่ย ที่นี่หลินเฟิงปกครองจนมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังปลอดภัย
เขาไม่เข้าใกล้ เพียงพาคนไปปล้นเสบียงกินตามละแวกชายขอบ
เน้นก่อเรื่องเล็กน้อย ไม่ให้ทหารชายแดนกับหลินเฟิงหันมาสนใจ
เช่นนี้ เขาจึงใช้เขาคุยอู่เป็นฐานที่มั่น เลี้ยงโจรภูเขาไว้สี่ห้าร้อยคน
ทว่าอาหารที่คนสี่ห้าร้อยคนต้องกินนั้นมากเกินไป การปล้นเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่อาจประทังได้อีกนาน
จนปัญญา เขาจึงปล้นเฉินทงพ่านกับคณะ ซึ่งกำลังเดินทางกลับจวนตูฮู่
เมื่อหวังฟู่ไหลจับเฉินทงพ่านขึ้นไปสอบสวนบนเขา จึงรู้ว่าตนก่อเรื่องใหญ่เข้าเสียแล้ว
แต่เรื่องก็เกิดขึ้นไปแล้ว จำต้องฝืนใจหวังรีดเงินให้ได้มากหน่อย ส่วนเรื่องเสบียงค่อยว่ากัน
เมื่อกองทัพทั้งสามฝ่ายมารวมตัวกันที่อำเภอปิน หวังฟู่ไหลก็รู้ว่าเส้นทางก่อกบฏของตนมาถึงทางตันแล้ว
เบื้องล่างภูเขาเต็มไปด้วยกองทัพต้าจง เขาจะกล้าลงเขาได้อย่างไร
เพียงสามถึงห้าวัน เสบียงก็ร่อยหรอจนหมด
หัวหน้าโจรภูเขาหลายคนมารวมตัวกัน หารือว่าจะหลุดพ้นจากสถานการณ์คับขันในยามนี้ได้อย่างไร
ปรึกษาหารือกันอยู่นาน สุดท้ายหวังฟู่ไหลจึงตัดสินใจส่งทูตลงเขาไปเจรจากับแม่ทัพของกองทัพ
คนที่ถูกส่งลงเขาเป็นบัณฑิตระดับถงเซิงเช่นกัน ชื่อกู่หวยเซิง อายุสามสิบกว่า เป็นสหายร่วมสำนักของหวังฟู่ไหล
ในหมู่โจรภูเขา เขานับเป็นคนมีฝีปากดีผู้หนึ่ง
คนใช้เชือกหย่อนกู่หวยเซิงลงจากเขา จากนั้นเขาก็ลอบเข้าไปในเมืองอำเภอปิน
เขามีความรู้ไม่น้อย รู้ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจย่อมพักอยู่ในเมือง