หลินเฟิงขมวดคิ้ว ก่อนจะส่ายหน้าโยกศีรษะไปมา
“สุราผลองุ่นในจอกหยกเรืองรอง”
ดวงตาคู่งามของไป๋จิ้งพลันเป็นประกาย นางพึมพำท่องบทกวีตาม
“สุราผลองุ่นในจอกหยกเรืองรอง หากคิดดื่มม้าศึกก็เร่งเร้า เมามายนอนกลางสมรภูมิอย่าหัวเราะเยาะ ตั้งแต่โบราณมา มีกี่คนได้กลับจากการศึก”
“อา ถ้อยคำช่างห้าวหาญและสะเทือนใจ ทั้งองอาจ ผึ่งผาย และโศกเศร้ายิ่งนัก...”
เห็นได้ชัดว่าไป๋จิ้งเคยร่ำเรียนหนังสือมามาก เมื่อได้ฟังบทกวีนี้ นางก็ซาบซึ้งจนตกอยู่ในภวังค์
หลินเฟิงโยกตัวไปมา รู้สึกว่ามีบางอย่างในท้องและอกกระแทกขึ้นมา
เขาโบกมือให้ไป๋จิ้งกับเหล่าองครักษ์ถอยไป ก่อนจะย่อตัวลงข้างทางแล้วเริ่มอาเจียน
ไป๋จิ้งรีบตบหลังให้เขา
หลังอาเจียนอย่างหนักอยู่ครู่ใหญ่ หลินเฟิงก็รู้สึกสบายท้องขึ้นบ้าง ทว่าศีรษะกลับมึนงงพร่าเลือน
เขารู้ว่าตนดื่มจนเมามายเกินไปแล้ว
“ไป กลับไปนอน”
ไป๋จิ้งประคองหลินเฟิงกลับที่พัก เมื่อจัดให้เขานอนลงแล้ว นางก็ออกไปยังลานเรือน
“จิ้นซง เซี่ยจ้ง พวกเจ้าจัดเวรยามให้เรียบร้อย อย่าให้มีช่องว่าง”
“พี่สะใภ้วางใจเถิด มีพวกข้าอยู่ทั้งคน ยุงสักตัวก็ไม่มีทางบินเข้ามาได้”
ทั้งสองตบอกยืนยัน
ไป๋จิ้งหัวเราะเยาะ “พูดเหลวไหล หากเป็นเช่นนั้น จะมีมุ้งไว้ทำอันใด”
ทั้งสองเกาศีรษะพลางหัวเราะแห้งๆ
“เอ้อ พี่สะใภ้ ตำแหน่งขุนนางของพวกเรารายงานไปถึงปิงปู้แล้วหรือยัง”
ฟ่านจิ้นซงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“เรื่องนี้พวกเจ้าวางใจได้จริงๆ หัวหน้าใหญ่จะทอดทิ้งพวกเจ้าได้หรือ”
ทั้งสองพยักหน้าหงึกๆ
“ฮี่ๆ ในที่สุดพวกเราก็เป็นขุนนางอย่างเป็นทางการของต้าจงแล้ว”
