ฉินฟางมิได้คิดขัดขวาง เพียงสั่งการเสียงหนึ่ง
“ไปกันเถิด กลับเมือง”
กล่าวจบก็หันหัวม้า ควบกลับเข้าไปในประตูเมือง
องครักษ์ซีเซี่ยผู้นั้นตะโกนเสียงดัง “ฟังให้ดี พวกข้าให้เวลาพวกเจ้าครึ่งชั่วยาม หากไม่ตอบกลับ กองทัพใหญ่ของพวกข้าจะบุกยึดเมืองและเอาเงินไป ถึงเวลานั้นอย่าหาว่าพวกข้าไร้เหตุผล”
องครักษ์ของฉินฟางหันกลับไปด่าลั่นเช่นกัน
“ถุย! พูดจาโอ้อวดนัก ลองบุกเข้ามาสักทีสิวะ!”
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป ขอเพียงท่านจื่อฮุยสื่อของพวกข้าสั่งลงมา เมืองผุพังอย่างพวกเจ้าแตกพ่ายได้ในพริบตา!”
ฉินฟางมิได้สนใจคำด่าทอของพวกเขา ยังคงเข้าไปในประตูเมืองตามลำพัง
เขาเองก็อยากนำคนบุกออกไปสั่งสอนเจ้าพวกโอหังเหล่านั้นสักครา
แต่เรื่องนี้พัวพันกับการศึกระหว่างสองแคว้น หากเปิดฉากรบขึ้นมา จะทำให้แผนการโดยรวมของหลินเฟิงเสียหายหรือไม่
เมืองชายแดนกับป้อมหลิ่งโตวจื่ออยู่ห่างกันกว่า 80 ลี้ ต่อให้ควบม้าเร็วไปกลับ ก็ไม่อาจตอบพวกเขาได้ภายในครึ่งชั่วยาม
คงต้องถ่วงเวลาไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
หลินเฟิงมองรายงานการศึกที่ทหารนำมาส่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน
“หา? ทองคำ 20,000 ตำลึง? พวกมันจนตรอกถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ทหารที่มาส่งข่าวก้มหน้าตอบ
“ท่านแม่ทัพ พวกมันบอกว่าหากไม่ให้เงิน ก็จะบุกยึดเมืองขอรับ”
หลินเฟิงหัวเราะ “ปากกล้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เช่นนั้นก็ให้ลองดู”
“ท่านแม่ทัพ พวกมันให้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามขอรับ”
หลินเฟิงโบกมือ “มิใช่ส่งรถศึก 10 คันให้ฉินฟางแล้วหรือ แค่ตีพวกมันให้แตกพ่ายก็พอ”
ทหารส่งข่าวประสานมือ กำลังจะถอยออกไป ไป๋จิ้งก็รีบห้ามไว้
“พี่ใหญ่ ยามนี้ไม่ควรสร้างศัตรูเพิ่มอีก พวกเรากลายเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งหลายแล้ว”
หลินเฟิงเกาศีรษะ “ความอ่อนแอมิใช่นิสัยของข้า ใครกล้ามาข่มขู่รีดไถพวกเรา ก็ต้องโต้กลับให้รู้สำนึก”