สถานการณ์บีบบังคับ โต้วเว่ยตงไม่มีทางเลือก
เขากลัวว่าหากพูดมากไปอีกคำ ดาบเหล็กเล่มนั้นจะเชือดคอตน
ม้าศึกสองตัวขนาบเขาไว้ตรงกลาง พาเดินนำอยู่หน้าขบวน
ด้านหลังคือกองทหารม้าจำนวนหนึ่ง
ถัดไปด้านหลังจึงเป็นกองทหารประจำเมืองที่โต้วเว่ยตงนำมา
โต้วเว่ยตงห่อเหี่ยวใจนัก คนที่ตั้งใจสกัดไว้กลับจับไม่ได้ ซ้ำยังตกเป็นเชลยของอีกฝ่ายเสียเอง
แม่ทัพตู้จะคิดเช่นไรเล่า?
กองทหารประจำเมืองของจวนตูฮู่เจิ้นซีมีกำลังพลเต็มอัตราถึงห้าหมื่นนาย
เมื่อคนเถื่อนรุกราน แม่ทัพใหญ่ฉินนำกำลังทหารสี่หมื่นนายไปประจำการป้องกันเมืองชายแดน
ส่วนกำลังที่เหลือหนึ่งหมื่นนายคอยพิทักษ์เมืองหลวงประจำแคว้น
กองทัพประจำเมืองหลวงประจำแคว้นตั้งค่ายอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันตกสามสิบลี้
ครานี้เพื่อปิดเส้นทาง ตู้ลี่เซิ่งจึงระดมกำลังทหารมาสองพันนาย ประตูเมืองทั้งสี่แห่งมีทหารประจำการแห่งละห้าร้อยนาย
โต้วเว่ยตงคิดในใจว่า มิใช่เพราะตนพ่ายแพ้รวดเร็วเกินไป
แต่เป็นเพราะหลินเฟิงลงมือโดยไม่บอกกล่าว จะโทษตนได้อย่างไร
ยิ่งไม่คาดคิดว่าหลินเฟิงจะกล้าลงมือกับทหารประจำเมืองที่รักษาการณ์อยู่ในเมืองหลวงประจำแคว้น นี่มิใช่กบฏก็คิดแข็งเมืองแล้ว
อย่างไรก็โทษโต้วเว่ยตงไม่ได้
ระยะทางสามสิบลี้ พวกเขามาถึงใต้ประตูทิศใต้ของเมืองหลวงประจำแคว้นอย่างรวดเร็ว
โต้วเว่ยตงหยิบป้ายเอวออกมา โบกให้ทหารที่รักษาประตูเมืองดู
“ข้า โต้วเว่ยตง เปิดประตู!”
ช่วยไม่ได้ ด้านหลังมีดจ่ออยู่กับตัวเขา
ทหารรักษาประตูย่อมรู้จักแม่ทัพต้ว เขาเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงประจำแคว้น
พวกนั้นรีบหย่อนสะพานชักลงแล้วเปิดประตูเมือง
หลินเฟิงมองการกระทำเช่นนี้ พลางหัวเราะเย็นชาในใจ