“แม้เจ้าจะไม่เห็นหัวข้า แต่...เจ้าก็ยังเป็นวีรบุรุษในใจข้า”
ฉู่เจียวร่างกำยำ สวมเกราะทั้งตัว แลดูองอาจน่าเกรงขามยิ่ง
ทว่าถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยกลับเผยความอ่อนโยนในใจออกมาอย่างหมดจด
หลินเฟิงพยักหน้า “ขอบใจ กลับไปเถิด ข้าจะระมัดระวัง”
ฉู่เจียวส่ายหน้า “ข้าไม่กลับ”
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ข้าจะตามเจ้าไปสังหารคนเถื่อน”
“สนามรบอันตรายยิ่ง มิใช่สิ่งที่เจ้าคิดไว้”
“ไม่ต้องให้เจ้ามาสั่งสอน ข้าบอกไว้นานแล้วว่าจะร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าเข่นฆ่าศัตรู”
หลินเฟิงนิ่งเงียบ
ฉู่เจียวจับจ้องหลินเฟิงอย่างกระวนกระวาย รอคอยคำตอบจากเขา
เมื่อเห็นหลินเฟิงยังคงขมวดคิ้วไม่เอ่ยวาจา ฉู่เจียวก็รีบกล่าวขึ้น
“ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันไม่ได้ เช่นนั้นเจ้ากับข้าก็เป็นพี่น้องกันได้ หลินเฟิง เจ้าไม่รังเกียจแม้แต่เรื่องนี้กระมัง?”
“ฉู่เจียว การได้เป็นพี่น้องกับเจ้านับเป็นวาสนาของข้า ข้าต่างหากที่ปีนป่ายสูงเกินไป”
“อย่าพูดจาไร้สาระ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะเป็นพี่ใหญ่ ส่วนเจ้าเป็นน้องเล็ก”
หลินเฟิงเบิกตาโพลงทันที
“อะไรนะ? ข้าเป็นน้องเล็กของเจ้าหรือ?”
“จะโวยวายไปไย ข้าอายุมากกว่าเจ้าต่างหาก”
หลินเฟิงส่ายหน้า “ไม่เรียกข้าว่าพี่ใหญ่ ก็พาคนของเจ้ากลับบ้านไป เลือกเอาเอง”
ฉู่เจียวจ้องเขาตาโตอยู่ครู่ใหญ่
จู่ ๆ นางก็หัวเราะพรืดออกมา
“พี่ใหญ่ เดิมทีน้องก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว”
“ชิ ความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเจ้า อย่ามาอวดต่อหน้าข้า”
“ฮิ ๆ พี่ใหญ่ ข้าพาทหารม้าฝีมือดีมาด้วยกว่าร้อยนาย นับเป็นกองกำลังใต้บังคับบัญชาของท่านได้”
หลินเฟิงหันไปมองกองกำลังที่อยู่ไกลออกไป
“ได้ เพียงแต่ต้องส่งครูฝึกไปฝึกพวกเจ้าเสียหน่อย”