ผมเกิดในชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลดร่างออกบำเพ็ญมาหลายปีพอสมควร ที่เรียกกันทั่วไปก็คือเซียนทรงเจ้า
เรื่องเซียนทรงเจ้านี้ เชื่อว่าหลายคนพอได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่ถ้าไม่ใช่วงในจริงๆ ความเข้าใจคงมีไม่มากนัก
เมื่อไม่กี่วันก่อนเพื่อนโทรมาบอกว่า ทางแต้จิ๋วนั้นมีพี่น้องคนหนึ่งโดนของเข้า ผีเข้าสิงร่างนอนอ่อนเปลี้ยอยู่บ้านมากว่าปีหนึ่งแล้ว ขาข้างหนึ่งไม่มีความรู้สึกเลย อยากเชิญผมไปดูให้หน่อย ไม่ว่าสุดท้ายจะแก้ได้หรือไม่ได้ รับรองค่าตอบแทนไว้สองหมื่นก่อน ส่วนค่าที่พักค่าอาหารออกให้อีกต่างหาก
ผมลังเลอยู่สองวัน ที่จริงก็ไม่อยากไปแบกรับกรรมเวรพวกนั้นอีกแล้ว บวกกับขี้เกียจเดินทาง เลยปฏิเสธไป
คนทำอาชีพเรานี้ ทั้งชีวิตต้องรับเอาบาปกรรมและเหตุปัจจัยของคนอื่นเข้ามาไว้บนตัวมากมาย
มีคำพูดหนึ่งบอกไว้ว่า ถ้าแบกบาปไว้มากเกินไป สุดท้ายตัวเองก็ถอนตัวไม่ขึ้น กลับชาติไปเกิดไม่ได้ด้วย ต้องฝึกเป็นภูติเซียน จับตัวแทนมาสืบทอด วนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่แบบนี้ทุกยุคทุกสมัย
ผมไม่อยากทำแบบนั้นจริงๆ และก็กลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งตัวเองจะหมดสิทธิ์กลับชาติไปเกิด
บังเอิญอาจารย์มาบอกผมว่า ท่านอยากจดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเซียนทรงเจ้าเอาไว้ ผมคิดไปคิดมา ก็ว่านี่เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
ในสามสิบกว่าปีของครึ่งชีวิตก่อนหน้า ผมผ่านไปหลายที่ เจอผู้คนมามากมาย เรื่องราวก็เกิดมากมายหลายต่อหลายครั้ง ถ้าเขียนออกมาจริงๆ น่าจะมีคนอ่านอยู่บ้าง
แต่เรื่องของเซียนทรงเจ้านั้นไม่สามารถเล่าได้หมดทุกอย่าง เล่ามากเกินไปโดนเซียนใหญ่เตือนเอาได้ หรือหนักกว่านั้นอาจถูกลงโทษ
เท่าที่ผมรู้มา ก่อนหน้านี้มีคนเขียนเรื่องจริงของเซียนทรงเจ้าอยู่หลายคน แต่ต่อมาพวกเขาไม่กล้าเขียนกันอีกแล้ว บางคนถึงขั้นป่วยหนักจนเกือบเอาตัวไม่รอด
เพราะฉะนั้นเรื่องเขียนแบบนี้ ถ้าไม่ใช่คนวงในอย่าไปยุ่งจะดีที่สุด ต่อให้มีความรู้พื้นฐานแค่เสิร์ชกูเกิล ที่เหลือมั่วเอาเองก็ตาม
อย่างที่หลายคนพอจะรู้ศัพท์เฉพาะของวงการเซียนทรงเจ้า ตัวอย่างเช่น บุหรี่เรียกว่าเฉาเจวียน เหล้าเรียกว่าฮาลาชี่
แต่ที่จริงบุหรี่ก็แบ่งเป็นหลายแบบ บุหรี่สำเร็จรูปต่างหากที่เรียกเฉาเจวียน บุหรี่มวนเรียกว่าผ่านจื่อหรือหลานฮวา กล้องยาสูบเรียกว่าลานฮวาเฉากั่งหรืออูมู่ก้านจื่อ
เหล้าก็ไม่ได้เรียกว่าแค่ฮาลาชี่ ยังเรียกว่าหงเหลียงซีสุ่ยอีกด้วย
ไก่ย่างเรียกว่าซ่าวเฟ่งหวง ไข่เรียกว่าหยวนหยวนหรือเฟ่งหวงตาน ขนมเปี๊ยะเรียกว่าเสวี่ยฮวาเพียว กุ้งเรียกว่าวานวานเยว่
กระถางธูปเรียกว่าเป่าติงหรือหงฮวาเป่าถุย กระดาษป้ายผีเรียกว่าหงหลัวเป่าจ้าง
เงินเรียกเงินไม่ได้ ต้องเรียกว่ากั๋วเป่ากงหลิว...
เดี๋ยว ยังไม่ต้องพูดไปไกลขนาดนั้น เริ่มจากตอนเด็กๆ ของผมก่อนละกัน
คนวงการนี้ดูเหมือนส่วนใหญ่จะป่วยง่ายร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก เจอภัยพิบัติสารพัน
ผมก็เหมือนกัน เพราะร่างกายอ่อนแอ ป่วย ๆ หาย ๆ อยู่ตลอด ขวบปีทั้งปีแทบไม่พ้นโรงพยาบาล
หลายครั้งต่อให้ไปโรงพยาบาล ตรวจอะไรก็ไม่พบ อาการก็หายเองอย่างประหลาด แต่พอถึงบ้านก็กลับมาป่วยอีก
จะให้สรุปเป็นประโยคเดียวก็คือ พอถึงโรงพยาบาลก็หาย กลับบ้านก็กลับมาเป็นอีก
เพราะเรื่องนี้คนในครอบครัวเลยตั้งชื่อผมว่าหวูเสี่ยวฟาน หวังแค่ให้ชีวิตนี้สงบสุขธรรมดา ๆ ปลอดภัยไปวัน ๆ
แล้วผมก็ยังชอบเห็นสิ่งแปลก ๆ ที่คนปกติมองไม่เห็นบ่อยอีกด้วย
จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ อยู่บ้านโบราณของตายาย วันหนึ่งตอนบ่าย ๆ อยู่บ้าน พอฟ้ามืดลง ผมก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งไว้ผมยาว สวมชุดกี่เพ้าสีแดง นั่งอยู่ตรงตำแหน่งโต๊ะเครื่องแป้ง หันหลังให้ผมกำลังหวีผมอยู่
เป็นแบบนี้ติดต่อกันหลายวัน ผมก็เลยถามผู้ใหญ่ ว่านั่นใครกัน คุณยายพอได้ยินสีหน้าเปลี่ยนไปทันที บอกว่าบรรพบุรุษรุ่นก่อนมีท่านภรรยาเล็กคนหนึ่งที่ใส่ชุดแดงผูกคอตาย
ต่อมาครอบครัวจ้างคนมาขอขมาเผากระดาษชำระล้างบ้าน เป็นอยู่หลายวัน ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เห็นนางอีกเลย
เพราะผมเป็นแบบนี้บ่อย ๆ ตาจึงพาผมไปหาผู้ทรงวิญญาณคนหนึ่ง เขาบอกว่าผมเกิดมาเบาเกินไปดวงไม่แข็ง กดวิญญาณเอาไว้ไม่อยู่ วิญญาณของผมเลยชอบหลุดออกจากร่างกายอยู่เรื่อย พาให้ผมป่วยบ่อย ๆ แล้วยังได้เห็น "พวกนั้น" อีกด้วย
สมัยนั้นผู้ทรงวิญญาณทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่ตามชนบทที่ห่างไกล ต่างจากตอนนี้ในเมืองที่เยอะมากมาย รั้นเดินไปบนถนนกวาด ๆ มองไปก็เจอพวกจุดธูปทรงเจ้าเต็มไปหมด
คนจุดธูปทรงเจ้าก็คือศิษย์รับถ่ายทอด เรียกอีกชื่อว่าตี้หม่า เป็นภาษาวงใน
ส่วนศิษย์รับถ่ายทอดในคำเรียกขานของคนทั่วไปก็คือเซียนทรงเจ้า ชาวบ้านเรียกว่าผู้ทรงวิญญาณ
ทุกคนอย่าเพิ่งคิดว่าแค่มีเซียนอยู่บนตัวก็ตั้งสำนักทรงเจ้าได้ ตามกฎต้องให้พร้อมทั้งสี่เสาหลักแปดคานก่อน นี่คือรากฐานของการตั้งสำนัก ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็เรียกสำนักไม่ได้
ยังมีอีกพวกที่ตั้งเจ้าเซียนคุ้มครองบ้านผิด ๆ ขึ้นเป็นสำนักทรงเจ้า ไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มครองบ้านไม่ได้ กลับก่อเรื่องเดือดร้อนเสียอีก
อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเซียนใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีแค่พวกหู เจียว ไป๋ หวง ฮุ่ย ที่จริงไม่ใช่แบบนั้น
เซียนทรงเจ้าของแท้บูชาสี่ตระกูลใหญ่ หู หวง ฉาง หมั่ง บวกกับภูติเซียนชิงเฟิง รวมเรียกว่าห้ารี้พล โดยพวกฉางกับหมั่งเป็นตระกูลงู เรียกรวมกันว่าเซียนหลิว
ส่วนเซียนไป๋กับเซียนฮุ่ย ที่จริงมีจำนวนน้อยมาก พวกนั้นอยู่ในห้าธาตุนอก เรียกว่าสำนักดอกไม้ห้าธาตุ บางที่ก็เรียกเซียนดอกไม้สามตน
แต่ตอนนี้ศิษย์รับถ่ายทอดไม่ค่อยชอบคำเรียกผู้ทรงวิญญาณกันแล้ว พวกเขาชอบเรียกตัวเองว่าผู้สืบทอดหมอผีซามานมากกว่า
สมัยก่อนผู้ทรงวิญญาณในหมู่บ้านที่จริงมีน้อยมาก แต่พลังวิชานั้นไม่ธรรมดา ห่างชั้นกับผู้ทรงวิญญาณปัจจุบันนี้ลิบลับ
เซียนในหลายพื้นที่ตอนนี้ ที่จริงยังบำเพ็ญไม่ถึงขั้นที่จะปลดร่างตั้งสำนักได้ พูดตรง ๆ วิชายังไม่พอ รีบร้อนลงเขามาจับศิษย์จุดธูป ทั้งคนทั้งเซียนยังไม่แก่กล้าพอ ธรรมชาติทำงานใหญ่ ๆ ไม่ได้
แต่ในอดีตพวกผู้ทรงวิญญาณเหล่านั้น ส่วนใหญ่บรรพบุรุษมีรากฐานด้านนี้สืบทอดกันมา ถึงรุ่นตัวเองถือเป็นรุ่นเก่าของสำนักเก่า มีป้ายเก่าแก่ของตระกูล ไหน ๆ รับปากอะไรไปก็ต้องทำได้หมด ไม่อย่างนั้นคือทำลายป้ายชื่อตัวเอง
ผมเคยได้ยินมาว่า พวกผู้ทรงวิญญาณสมัยก่อนชอบทดสอบวิชากัน เถียงกันไม่ลงก็จับไม้รีดผ้าแดงร้อน ๆ มาแลบลิ้น คนวิชาสูง ๆ เลียแล้วก็ไม่เป็นอะไร ส่วนคนวิชาด้อยกว่าโดนเข้าไปทีเดียวก็ขยาดแล้ว
บางคนก็ใช้เหล็กเส้นแดงร้อน ๆ เรียกว่าดึงกิ่งหลิว เอามือขึ้นไปลูบ ใครเก่งกว่ากันก็ชนะกันไป ถ้าผู้ทรงวิญญาณฝีมือไม่พอ ขึ้นไปลูบทีหนึ่ง มือข้างนั้นพังทันที
แน่นอนว่าวิธีแข่งแบบนี้ตอนนี้แทบไม่เห็นแล้ว แทบไม่มีใครกล้าทำ
การดูโรคของผู้ทรงวิญญาณมีสองแบบ ตามศัพท์ของสำนัก คือสำนักพิธีเรียบ กับสำนักพิธีบู๊
ผู้ทรงวิญญาณสำนักพิธีเรียบ ดูไปก็เหมือนคนปกติทั่ว ๆ ไป แค่ตอนเซียนเข้าสิงจะมีท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เผลอตัวออกมาเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร
ส่วนสำนักพิธีบู๊นี่ล่ะ ที่ชาวบ้านเรียกว่าเซียนรำ หมายถึงแบบบู๊นี่แหละ
แค่เซียนเข้าสิงปุ๊บ ก็ต้องส่ายหัวกระทืบเท้า ตัวสั่นเทรา กระโดดโลดเต้น บางทีก็เรียกเหล้า บางทีก็เรียกบุหรี่ บางทีก็เรียกไก่ย่าง
สมัยนั้นสำนักพิธีเรียบนับว่ามีน้อย สำนักพิธีบู๊เยอะกว่า ซึ่งก็เกี่ยวกับวิชาของเซียนใหญ่ด้วย
เพราะแบบบู๊คือศิษย์รับถ่ายทอดไม่ต้องทำอะไร ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเซียนใหญ่เข้าสิงดูโรคให้ ภาษาวงในเรียกว่าผูกจุดตาย เซียนวิชาต่ำหน่อยผูกไม่ติด แต่เซียนใหญ่จะหมดแรงมาก
ดูเสร็จแล้วศิษย์รับถ่ายทอดจะเหนื่อยมาก และไม่รู้เรื่องราวตอนนั้นเลยแม้แต่น้อย
แต่ผู้ทรงวิญญาณยุคนี้ แทบไม่มีใครผูกจุดตายได้ แม้แต่แบบบู๊ ส่วนใหญ่ก็เป็นเซียนใหญ่ใบ้ให้ครึ่งหนึ่ง ศิษย์เดาเอาเองอีกครึ่งหนึ่ง เรียกว่าผูกครึ่งจุด ในกรณีนี้ศิษย์จะมีสติรู้ตัว
พูดง่าย ๆ การผูกจุดตายคือให้เซียนดูโรคแต่เพียงผู้เดียว อัตราผิดพลาดจึงต่ำมาก
แต่ผู้ทรงวิญญาณยุคปัจจุบันดูโรค ส่วนใหญ่เป็นผูกครึ่งจุด เรื่องเดียวกันสิบคนดูได้เป็นสิบอย่าง
คนที่ดูโรคให้ผมตอนเด็ก ๆ เป็นยายแก่ที่ผูกจุดตาย อยู่หมู่บ้านข้าง ๆ นามสกุลหวัง อายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ทุกคนเรียกกันว่ายายหวัง
ตอนนั้นผมอายุแค่หกเจ็ดขวบ เห็นยายหวังนั่งบนเก้าอี้ไม้หลับตาสนิท ส่ายหัวไปมา ข้าง ๆ มีตาแก่คนหนึ่งตีกลองบูชาเซียน ร้องเพลงสรรเสริญอะไรที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง ใจผมก็แอบกลัวอยู่เหมือนกัน
ครู่เดียวเซียนใหญ่ก็ลงมาแล้ว เอ่ยปากถามหาเหล้ากับบุหรี่
การตามใจเซียนเป็นภาษาวงใน และเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง พอเซียนใหญ่มาถึง บางตนก็ขอตามใจ บางตนก็ขอไล่หนาว ที่จริงก็คือเลี้ยงรับรองเซียนใหญ่ด้วยเหล้ากับบุหรี่
ตาแก่คนนั้นคือผู้ช่วยอัญเชิญผี เรียกอีกชื่อว่าคนนำม้า ผู้ช่วยเสนียง คนภักดี คนพิงเก้าอี้ คนสามทะเล หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าผู้ทรงรอง
พอได้ยินเซียนใหญ่จะถามหาเหล้ากับบุหรี่ ก็รีบจุดยาสูบในกล้องส่งให้ยาย
ยายสูบไปสิบกว่าอึกติด ๆ กันถึงได้เริ่มพูด
"ข้า...ขอบใจ...ผู้ช่วยอัญ...อัญเชิญ...ที่รู้ใจข้านัก...นัก..."
ตอนแรกยังพูดติด ๆ ขัด ๆ อยู่พักใหญ่ถึงจะลื่นไหล แล้วบอกว่าตนคือเจ้าเสี่ยวหวง ขุนพลส่งข่าวของสำนักหวง ตั้งใจกลับมาเป็นพิเศษเรื่องของผมวันนี้ ต้องสั่งเสียให้ดี ๆ
แม่ผมนึกฟังก็ไม่กล้าละเลย รีบควักเงินห้าหยวนออกมา อัดไว้ใต้กระถางธูป แล้วบอกวันเดือนปีเกิดของผมให้เซียนฟัง
ยุคนั้น งานแต่งงานไปร่วมก็แค่สิบหยวน ดูโรคครั้งหนึ่งห้าหยวนถือว่าไม่น้อยแล้ว
ต่อมา ยายหวังขาสั่นไม่หยุด ใช้นิ้วโป้งมือซ้ายนับนิ้วไปมา ส่ายหัวโยกตัวพูดว่า "เด็กน้อยทองนี้เกิดเบา ไฟธาตุต่ำ ง่ายที่จะเจอเรื่องน่าขนลก วิญญาณจะหลุดก็หลุด จะไข้ก็ไข้ พอถึงโรงพยาบาลก็หาย กลับบ้านก็กลับมาเป็นอีก บอกพวกเธอไว้นี่เป็นโรคหลอก ๆ อย่าเผลอไปรักษาแบบโรคจริงล่ะ"
แม่ผมได้ยินก็รีบถาม "เซียนใหญ่เอ๋ย ถ้าอย่างนั้นต้องทำยังไงดีล่ะคะ?"
ยายหวังบอก "ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวให้ศิษย์เขียนยันต์ให้เด็กน้อยแถวนี้พกติดตัว ครบสี่สิบเก้าวันแล้วค่อยเผา ต่อไปก็จะได้เจอพวกนั้นน้อยลง เด็กน้อยคนนี้มีวาสนาเซียนอยู่ในเนื้อเกิด มีเซียนใหญ่หลายตนคุ้มกันอยู่ แต่ห้ามไปที่ที่มีพลังอัปมงคลแรง ๆ ตกกลางคืนก็อย่าให้เด็กน้อยออกจากบ้าน ปล่อยให้โตขึ้นก็ดีเอง"
แม่ผมฟังแล้วพยักหน้าไม่หยุด ข้าง ๆ ตาผมรู้มาก ถามต่อ "เซียนใหญ่เจ้าคะ ฟังท่านพูดแบบนี้ ดูท่าเด็กคนนี้ต่อไปต้องมีเซียนอยู่บนตัวเป็นสำนัก? แล้วต้องปลดร่างดูโรคด้วยหรือ?"
คนยุคนั้นไม่อยากออกเป็นเซียนทรงเจ้ากันทั้งนั้น หนึ่งคืออาย สองคือแทบทุกคนที่เป็นศิษย์รับถ่ายทอดต้องผ่านการบีบคั้นสารพัน ชะตากระดก ร่ำรวยไป หลายคนโดนบีบจนสติแตก คล้ายคนบ้า
ยายหวังบอก "เด็กน้อยทองยังไปเส้นทางเซียนทรงเจ้าไม่ได้ตอนนี้ ในเนื้อเกิดเขายังมีภัยสามอย่างทุกข์แปดอย่าง ผ่านหมดเมื่อไหร่วาสนาถึงจะมา ถ้าผ่านไม่หมด ใครจะให้เขาออกเป็นเซียนก็ไร้ประโยชน์"
ภัยสามอย่างทุกข์แปดอย่างที่ว่านี้ ที่จริงไม่ได้หมายถึงจำนวนตายตัว แต่หมายถึงภัยทุกข์สารพัน
แม่ผมกังวลใจถามอีกหลายเรื่อง เจ้าเสี่ยวหวงตอบจนหมด จากนั้นก็จะขอตัวกลับเขาป่า ผู้ทรงรองตีกลองอีกรอบ ยายหวังตัวสั่นเทราอีกพักใหญ่ แล้วค่อย ๆ สงบลง
จากนั้น ยายหวังก็เอาหวงจินกับผงชาดมาเขียนยันต์ให้ผมสองแผ่น ส่งให้แม่ผม พร้อมสั่งให้เอายันต์แผ่นหนึ่งเผาน้ำให้ผมดื่ม อีกแผ่นหนึ่งเย็บเป็นถุงหอมให้ผมใส่ติดตัว อย่าให้ถอดเด็ดขาด พอครบสี่สิบเก้าวันก็เผาเสีย หมายถึงเอาไปเผาทิ้งนั่นเอง
หลังจากเรื่องนั้น ผมก็ค่อย ๆ หายดีขึ้นจริง ๆ ไม่ค่อยป่วยบ่อยอีกต่อไป
คนในครอบครัวก็จำคำยายหวังขึ้นใจ ไม่เคยให้ผมออกบ้านตอนกลางคืนเด็ดขาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงงานศพ แม้แต่ตอนตาตาย ก็ไม่บอกผม พอกลับจากโรงเรียน ปู่ก็ถูกฝังไปแล้ว
เรื่องนี้กลายเป็นความเสียดายตลอดชีวิตของผม
เพราะยายหวังบอกว่าผมมีภัยสามอย่างทุกข์แปดอยู่ในเนื้อเกิด ครอบครัวก็เคร่งเครียดตลอด จับตาดูผมแน่นแขนทุกวัน กลัวผมจะเป็นอะไรไป
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าฟ้าดับคนคิดไม่ทัน ความหายนะที่ยายหวังว่ากลับไม่ได้หมายถึงตัวผมเองสักหน่อย
ฤดูร้อนปีที่สิบสี่ ตาพ่อปั่นจักรยานไปโรงงานรับแม่กลับบ้าน บอกว่ากลับมาทานข้าวด้วยกันที่บ้าน
ผมรออยู่บ้านแล้วก็รอ ผลที่สุดที่รอได้กลับเป็นข่าวร้าย
พวกเขาประสบอุบัติเหตุรถชนที่ทางแยกไม่ไกลจากบ้าน พอผมร้องไห้วิ่งไปถึง ร่างคนก็ถูกนำไปแล้ว พื้นมีแต่เลือดกองใหญ่ กับจักรยานที่บี้ผิดรูป
ตั้งแต่นั้นผมก็กลายเป็นเด็กกำพร้า หลังงานศพพ่อแม่ ป้าพาผมไปอยู่บ้านเธอ บอกว่าจะเลี้ยงผมจนโตแน่นอน
สองสามปีแรก ๆ ก็ยังดี ครอบครัวป้าเลี้ยงดูผมดีพอสมควร ป้าก็รักผมมาก
แต่พอเวลาผ่านไป ลุงกลับเริ่มไม่ค่อยพอใจหน้าผม ขนาดกินข้าวเพิ่มอีกสองคำก็ทำหน้าไม่ดี เวลากลับบ้านไม่ปิดประตูโครมก็ขว้างจานข้าว หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดวัน
ต่อมาผมถึงค่อยรู้ว่า ป้าแต่งงานครั้งที่สอง ตอนนั้นเธออุ้มลูกอายุหนึ่งขวบมาอยู่กับลุง ลุงเลยปฏิบัติกับเธอไม่ดีมาตลอด
แถมลุงยังติดเหล้า ผมเห็นเขาหลายครั้งเวลาเมาแล้วตีป้า ไม้ดามประตูหนาเท่าแขนเด็ก เขายกขึ้นฟาดได้โดยไม่เห็นแก่ความเป็นผัวเมียกันแม้แต่น้อย
ครั้งหนึ่ง ผมได้ยินเสียงเขาลงไม้อยู่ในห้อง ตีไปก็ด่าไป บอกว่าเลี้ยงผมมาสองสามปีเสียเงินไปมากมาย ของมีค่าของบ้านเขาสมัยก่อนใช้หมดไปกับข้าวกับน้ำของผมแล้ว ฯลฯ
ผมถึงได้เข้าใจ ที่แท้ตอนแรกที่เขายอมรับผมเข้ามา ก็เพราะสอยทรัพย์สินบ้านผม
ตอนนั้นผมแทบอดใจไม่ไหว อยากจะพุ่งเข้าไปสู้กับเขาให้รู้แล้วรู้รอด แต่คิดแล้วคิดอีกก็ต้องข่มใจไว้
ยังไงตอนนั้นผมอายุแค่สิบเจ็ด หลายเรื่องยังพึ่งตัวเองไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นถ้าผมลงไม้จริง ไม่ต้องพูดถึงแพ้ชนะ ป้าต่อไปยังไงก็ต้องอยู่ลำบากกว่าเดิมอีกแน่นอน
ลูกสาวป้าอายุแค่สิบขวบ กำลังเป็นวัยต้องใช้เงินเรียน ป้าก็ไม่มีงานทำ ผมทำได้แค่เลือกอึดอัดใส่ตัว
คืนนั้นหลังจากลุงหลับไป ป้าเข้ามาที่ห้องผม อุ้มผมร้องไห้ใหญ่ บอกว่าเธอไร้ความสามารถ ต้องพึ่งพาลุง เลยให้ผมต้องอดทนหลาย ๆ อย่าง
มองป้าที่จนปัญญาและช่วยอะไรไม่ได้แบบนั้น จู่ ๆ ผมก็เกิดไอเดียหนึ่งขึ้นมา
ตอนเด็ก ๆ ทุกคนบอกว่าผมมีวาสนาเซียนอยู่ในเนื้อเกิด มีเซียนใหญ่หลายตนคุ้มกันอยู่ แต่ชะตาผมทำไมถึงได้ขุกขั้วแบบนี้
ถ้า我们可以เรียกเซียนพวกนั้นลงมา ช่วยผมแก้แค้น ขอแค่ทุบตีลุงสักยก ให้เขาหงาบ ๆ ไม่มารังแกป้าอีก ก็ยังดี
แต่คำพูดนี้ผมไม่ได้บอกป้า วันรุ่งขึ้นก็แอบกลับไปหมู่บ้าน หาผู้ทรงรองคนนั้น
ได้ยินว่าการอัญเชิญเซียนแบบนี้ มีแต่ผู้ทรงรองเท่านั้นที่ทำได้
