ระหว่างทางกลับสำนัก หลี่หานโจวรู้สึกถึงความเย็นวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
รู้สึกเหมือนมีใครคอยคิดแผนร้ายอยู่เบื้องหลังยังไงก็ไม่รู้
“คงไม่ใช่ป้าดูดวงนั่นบ่นถึงข้าหรอกนะ” พอคิดถึงท่าทีตอนป้าคนนั้นจากไป สายตาแบบอยากจะกลืนกินเขาเข้าไป หลี่หานโจวก็ถึงกับขนลุกซู่
ทางด้านนี้ หลังจากเย่จื่ออิงเล่าจบ เย่หยุนก็ผิดหวังสุดขีด
คิดว่าคราวนี้เขาจะช่วยครอบครัวและพ่อได้เสียที ที่ไหนได้ สุดท้ายก็โดนหลอกอีกจนได้ เขาจึงวางยันต์ลงบนโต๊ะตามอารมณ์ แล้วเดินจากไปด้วยความสิ้นหวัง
“โตจนป่านนี้แล้ว ยังถูกหมอดูข้างถนนหลอกง่าย ๆ แบบนี้ ข้าอุตส่าห์มีลูกชายอย่างเจ้าที่มันไร้ประโยชน์ขนาดนี้ได้ยังไงนะ ดูพี่สาวเจ้าสิ ตอนอายุเท่าเจ้า นางเป็นศิษย์ของสำนักช่างชิงแล้ว เจ้าน่ะ...” เย่ชิงเป่ยโมโหจนพูดไม่ออก ถอนใจพลางพูดใส่หลังเย่หยุน
เย่หยุนเดินออกไปด้วยท่าทางเฉยชา คำพูดพวกนี้ฟังจนหูด้านหมดแล้ว
เขาเองก็สู้พี่สาวไม่ได้นี่นา จะให้ทำยังไงล่ะ?
เย่จื่ออิงไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนจะผิดหวังในตัวน้องชายคนนี้เป็นที่สุด
“ท่านพ่อ วางใจเถิด” เย่จื่ออิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ที่บ้านมีไอปีศาจจาง ๆ อยู่จริง ข้ายังหาตัวไม่พบ แต่ถ้ามันปรากฏตัวอีกครั้ง ข้าจะให้มันลองลิ้มรสวิชาของสำนักช่างชิงดู”
“ดี มีเจ้าอยู่ที่นี่ พ่อก็วางใจแล้ว” เย่ชิงเป่ยพยักหน้าอย่างพอใจ
เมื่อหลี่หานโจวกลับถึงสำนักฉางเชิง ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว
“ข้ากลับมาแล้ว”
หลี่หานโจวตะโกนบอก
สือหมิงและหยุนเชียนจู๋ได้ยินเสียงหลี่หานโจว ก็เดินออกมาจากห้องตัวเองอย่างไม่เต็มใจนัก
เพราะทุกครั้งที่หลี่หานโจวกลับมาเมื่อก่อน ก็จะเสียเงินพนัน แถมยังเมาหนักจนเมามาย กลับมาอารมณ์ไม่ดีก็ระบายกับพวกเขา ครั้งที่แล้วสือหมิงเถียงกลับไป ยังถูกหลี่หานโจวตบหน้าไปฉาดใหญ่
ดังนั้นพอได้ยินเสียงหลี่หานโจวกลับมา พวกเขาก็รู้สึกขนหัวลุก
“มองอะไรกันวะนั่น มามือช่วยหน่อยเร็ว”
เห็นทั้งสองคนหลบอยู่หลังแท่นหินแอบมองตน หลี่หานโจวจึงพูดยิ้ม ๆ
ทั้งสองเดินเข้าไปใกล้ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ จึงได้รู้ว่าหลี่หานโจวดูเหมือนไม่ได้ดื่มเหล้า
“นี่อะไร!” พอทั้งคู่เห็นเนื้อกับข้าวในมือหลี่หานโจว ก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตั้งแต่จำความได้ มีแต่หลี่หานโจวเอาของในสำนักออกไปขาย นี่เคยเอาของกลับมามั่งตอนไหน?
วันนี้เล่นได้รึไง?
“ข้าวกับเนื้อไง เอ้อ เอาไปที่ครัวซะ”
หลี่หานโจวสั่ง
“ขอรับ!”
ทั้งสองแบกเนื้อกับข้าวไปครัวทันที
อย่ามองว่าพวกเขายังเด็กนะ พวกเขามีพลังขั้นสองแล้ว แรงเยอะกว่าคนธรรมดามากมาย ข้าวของแค่นี้ยกไปสบายมาก
“เย็นนี้ข้าจะโชว์ฝีมือให้ดู” หลี่หานโจวเชือดแกะอ้วน ๆ อารมณ์ดี เลยตั้งใจเข้าครัวด้วยตัวเอง กินแต่ผักมาเป็นวัน ๆ นี่เบื่อจะแย่แล้ว
พูดจบ หลี่หานโจวก็ยื่นน้ำเต้าหู้ทอดที่ซื้อมาให้สือหมิงกับหยุนเชียนจู๋
“คนละไม้ อย่าตีกันล่ะ” พูดเสร็จ หลี่หานโจวก็เข้าครัวเตรียมทำอาหาร
สือหมิงกับหยุนเชียนจู๋ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองน้ำเต้าหู้ทอดในมือ สีหน้าทั้งคู่ฉายแววหวาดกลัว
“สามศิษย์พี่... ท่านอาจารย์อาวุโสคงเป็นหนี้จนใช้คืนไม่ได้ ขืนตัวไว้ จะจับฉันที่น่ารักขายแน่ ๆ เลยใช่ไหม?” หยุนเชียนจู๋ขาสั่นเป็นลูกนก
สือหมิงถึงกับกลืนน้ำลายดังอึก “ซื้อของกินกลับมา แถมทำกับข้าวให้ ยังมีเงินซื้อน้ำเต้าหู้ทอดให้อีก น่ากลัวจะขายข้าด้วย ราคาคงคุยกันเรียบร้อยแล้ว พวกมันคงจ่ายมัดจำมาแล้วแน่...”
“น้องหญิง พวกเราจะยอมอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้นะ ศิษย์พี่คนอื่นไม่อยู่กันหมด เราต้องช่วยเหลือตัวเองแล้วล่ะ!” สือหมิงพูดกับหยุนเชียนจู๋อย่างเด็ดเดี่ยว
“สามศิษย์พี่ น้ำเต้าหู้ทอดหวานจังเลย”
“...”
เช้าวันรุ่งขึ้น
สำนักไท่เสวียน
สำนักไท่เสวียนเป็นหนึ่งในสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดของแคว้นเสินเชว่ แม้แต่ทั่วทั้งมณฑลตงเหยียนก็มีชื่อเสียงโด่งดัง
วิถียุทธ์มีเก้าขั้น ขั้นหนึ่งต่ำสุด ขั้นเก้าสูงสุด และเหนือกว่าขั้นเก้าคือบรรลุถึงระดับหลุดพ้นที่เล่าขานกัน หลุดพ้นจากขอบเขตของมนุษย์จริง ๆ แล้วสำนักไท่เสวียนก็มีผู้แข็งแกร่งที่บรรลุถึงระดับหลุดพ้นอยู่ไม่น้อย
ภายใต้สำนักไท่เสวียนมีสำนักย่อยอีกหลายสิบ ตระกูลน้อยใหญ่ก็มีนับไม่ถ้วน ดังนั้นการประลองใหญ่ของศิษย์สำนักไท่เสวียนครั้งนี้จึงมีผู้เข้าร่วมมากถึงหลายพันคน
เกณฑ์ขั้นต่ำคือมีพลังขั้นห้า
และศิษย์ที่มาคราวนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือของแต่ละสำนัก คนที่เก่ง ๆ ก็มีถึงขั้นแปดแล้ว
นั่นเป็นระดับที่ในสำนักเล็ก ๆ บางแห่งก็พอจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักได้สบาย
ตอนเช้าตรู่ตามกองทัพศิษย์อันยิ่งใหญ่ขึ้นภูเขาไป หลิวตงเยว่รู้สึกจิตใจไม่สงบอย่างมาก
ปกติก็ฝึกตนอยู่ในสำนักเงียบ ๆ ไม่ค่อยได้ต่อสู้กับใคร พอคิดว่าวันนี้จะต้องประมือกับยอดฝีมือมากมายแบบนี้ หลิวตงเยว่ก็ประหม่า
แต่พอลูบคลำน้ำเต้าเจ็ดรัตนะตรงเอว ความประหม่าของหลิวตงเยว่ก็ลดลงไปมาก ตัวเขามีสมบัติวิเศษที่ท่านอาจารย์อาวุโสหลอมให้ จะกลัวอะไร
“ดูนั่นสิ มีคนใส่ชุดเต๋าด้วย แถมซอมซ่ออีกต่างหาก” ตอนนั้น มีศิษย์คนหนึ่งพูดพลางหัวเราะ
“จริงด้วยแฮะ นักพรตเต๋าล้วน ๆ เลย ยุคนี้ยังมีนักพรตเต๋าล้วน ๆ อีกหรือ เวทเต๋าไม่มีใครฝึกกันแล้วนี่ หายากจริง ๆ”
“น่าสนุกดี”
หลิวตงเยว่ถูกชี้นิ้วหัวเราะเยาะก็รู้สึกหงุดหงิด แต่ก็จนปัญญา ตัวคนเดียว อีกฝ่ายก็เยอะ เลยไม่ได้พูดอะไร ทำเป็นไม่ได้ยิน
จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อสอบเข้า 1,000 คนแรก จะได้เงินรางวัล 1,000 ตำลึง
ส่วนรางวัล 100 คนแรก 5,000 ตำลึงน่ะ
กับรางวัลที่ดีกว่านั้นของ 10 คนแรก หลิวตงเยว่ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
เขารู้ตัวดี ของพวกนั้นไม่เกี่ยวกับเขาหรอก
“การประลองใหญ่ของศิษย์สำนักไท่เสวียนเราครั้งนี้ เนื้อหาง่ายมาก” ตอนนั้น ผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักไท่เสวียนเดินออกมา เสียงของเขาดังกลบทุกคนในทันที
ทุกคนตั้งใจฟังอย่างเคร่งครัด
“อีกสักครู่ ทุกคนจะถูกส่งไปที่หุบเขาพายุทรายของสำนักไท่เสวียนเรา หุบเขาพายุทรายนี้ไปทางเหนือเรื่อย ๆ จนถึงจุดลึกของหุบเขา จะมีภูเขาไป๋คูอยู่ ศิษย์ 1,000 คนแรกที่ไปถึงภูเขาไป๋คูจะได้รับรางวัลจากสำนักไท่เสวียนเรา!” ผู้อาวุโสกล่าว “ระหว่างทางพวกเจ้าสามารถต่อสู้กันได้ แต่อย่าฆ่ากัน มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ และผู้ที่ไปถึงภูเขาไป๋คูเป็นคนแรก สามารถขึ้นภูเขาไปท้าทายด่านอีก 3 ด่าน”
“3 ด่านนี้จะมีศิษย์สำนักไท่เสวียนมาประลองกับพวกเจ้า แต่จะหยุดแค่พอประมาณ และให้พวกเจ้า 3 ก่อน พวกเขาจะกดพลังให้อยู่ในระดับเดียวกับพวกเจ้า ถ้าสามารถเอาชนะศิษย์สำนักไท่เสวียนเราได้ทั้ง 3 คน ขวานปอรั่วบนยอดภูเขาไป๋คูก็จะเป็นของเขา!” ผู้ใหญ๋ของสำนักไท่เสวียนพูดยิ้ม ๆ “แม้จะผ่านด่านไม่ได้ก็ไม่เป็นไร 10 คนแรกก็ยังมีรางวัลพิเศษที่คาดไม่ถึงตามลำดับอีกด้วย”
“ขวานปอรั่ว?”
ทุกคนสูดหายใจเฮือก
ในทำเนียบเทพศาสตราแห่งห้าทวีป ขวานปอรั่วจัดอยู่อันดับที่ 47
ที่ติดทำเนียบได้ล้วนเป็นเทพศาสตราที่สมกับชื่อ!
ถึงกับจะให้เป็นรางวัลแก่ที่หนึ่ง!
เพียงคำนี้ ศิษย์ยอดฝีมือบางคนในที่นั้นตาลุกวาว พากันเตรียมพร้อมลุยสุดตัว หมายมั่นจะเอาขวานปอรั่วกลับไปให้ได้
มีเพียงหลิวตงเยว่ที่ทำหน้าไม่ยี่หระ
ขวานปอรั่ว?
เหอะ ๆ ของแบบนี้จะมาเกี่ยวอะไรกับเขา เป้าหมายของเขาคือเข้ารอบ 1,000 คนก็พอแล้ว