เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลางดงาม ดวงตาดำขลับเป็นประกาย หากไม่รู้ว่าเป็นน้องชายของนาง นางคงคิดว่าเป็นเด็กฝึกหัดที่กำลังจะเปิดตัวเป็นดาราแล้ว
เจียงหร่านยิ้มแย้มเป็นมิตร รับอมยิ้มมา "ขอบใจ"
ชาติที่แล้ว นางอยู่ในตระกูลเจียง ไม่เคยสัมผัสความอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน
ไม่ว่านางจะพยายามเอาใจอย่างไร คนตระกูลเจียงก็มีแต่ความเย็นชารังเกียจต่อนางตลอดไป เมื่อก่อนนางคิดว่าเป็นเพราะนิสัยของตนไม่น่าเอ็นดู ภายหลังถึงได้เข้าใจว่าสำหรับพวกสารเลวต่ำช้ากว่าหมูหมาตระกูลเจียงนั้น ไม่ควรทุ่มเทความจริงใจใด ๆ ให้ตั้งแต่แรก
เผยจี้ขี้ขลาดมาก ปกติเห็นคนแปลกหน้าก็จะหลบไปซ่อนทันที
นอกจากคำพูดของเผยเหิงแล้ว คำพูดคนอื่นเขาไม่ฟังเลยแม้แต่น้อย
แต่เมื่อเห็นเจียงหร่าน เขากลับไม่วิ่งหนีอย่างน่าประหลาด แถมยังแบ่งปันอมยิ้มที่ตัวเองรักออกมาให้อีก
ภาพนี้ ทำให้คนตระกูลเผยต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
เผยหยวนเฉิงอดทอดถอนใจไม่ได้ "ไอ้เด็กแสบคนนี้ ปกติพวกเราแตะต้องหน่อยก็ไม่ได้ มาอยู่กับเจ้ากลับเชื่อฟังนัก"
เจียงหร่านเงยหน้ามองเผยจี้
หว่างคิ้วของเขาเรียบเนียน ไม่ได้กลมมนอิ่มเอิบอย่างเด็กหนุ่มทั่วไป เหนือหว่างคิ้วขึ้นไป มีแนวกระดูกบางยิ่งจางเส้นหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ตรงดิ่งขึ้นสู่กลางกระหม่อม
หากไม่ดูให้ละเอียดก็ไม่อาจสังเกต มีเพียงมองจากด้านข้าง จึงจะเห็นรัศมีขาวนวลดั่งหยกเรืองแสงอ่อน ๆ ชั้นหนึ่ง
นี่คือโหงวเฮ้งอัจฉริยะขั้นยอดแบบดาวสติปัญญาพุ่งชนยอดกระหม่อม กระดูกสันจมูกทะลุสมอง
ถ้าพูดให้ง่ายกว่านี้ เด็กคนนี้ตั้งแต่เกิดมาก็มาพร้อมกับสมองระดับสุดยอดด้วยตัวเอง
ผิดแล้ว หากเขามีโหงวเฮ้งเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะโง่งมเพราะแค่เป็นไข้ได้
เจียงหร่านรวบรวมสมาธิ กำลังจะสังเกตอีกครั้ง จู่ๆ เด็กสาวที่นั่งอยู่บนโซฟาก็ลุกขึ้นยืน ดวงตาเธอชุ่มชื้นไปด้วยน้ำตา เม้มริมฝีปากอย่างน่าสงสาร
"ท่านพี่ กว่าจะมาถึงก็คงเหนื่อยแล้ว ไปพักที่ห้องก่อนดีหรือไม่"
เด็กสาวกำกระโปรงไว้แน่น ราวกับได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง "ห้องแรกชั้นสอง ก็คือห้องของท่านพี่"
ยังไม่ทันที่เจียงหร่านจะเอ่ยปาก เด็กหนุ่มผู้เต็มไปด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวก็พุ่งออกมา เขาเอะอะโวยวายว่า "ท่านพี่ ห้องแรกชั้นสองไม่ใช่ห้องที่ท่านเตรียมไว้เป็นห้องเต้นรำหรือ"
เผยเยว่ซวงส่ายหน้า เกลี้ยกล่อมเขาว่า "เสี่ยวซิ่น พี่หร่านหร่านเพิ่งกลับมาถึงบ้าน จะให้นางไปพักห้องรับรองได้อย่างไร อีกอย่างห้องรับรองก็ยังไม่ได้ทำความสะอาด"
เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่า "เสี่ยวซิ่น" ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้เลยสักนิด เขาจ้องเขม็งใส่เจียงหร่าน ราวกับจะเจาะหน้านางให้เป็นรูสองรู
"ห้องรับรองอยู่ไม่ได้ตรงไหน ก็แค่เล็กหน่อย นางจะบอบบางอะไรนักหนา"
คำพูดนี้ทำให้บรรยากาศทั้งงานละเอียดอ่อนขึ้นมาทันที
นับตั้งแต่บิดาของเผยล้มป่วยลง อำนาจจัดการในจวนล้วนตกไปอยู่กับอารองและอาสาม
ฐานะของคนในตระกูลใหญ่ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
ท่านปู่เผยเกษียณตัวเองไปนานแล้ว เรื่องภายในบ้านโดยพื้นฐานล้วนไม่ค่อยเข้าข้องแวะด้วย
ไม่ต้องพูดถึงว่า ตอนนี้บริษัทยังรักษาการดำเนินงานขั้นพื้นฐานไว้ได้ ล้วนอาศัยอารองกับอาสามค้ำจุนไว้
เจียงหร่านหรี่ตาลงเล็กน้อย
เด็กสองคนนี้ เป็นของตระกูลสาม
อาสามกับอาสะใภ้ทั้งสามแต่งงานกันหนึ่งปีก็ยังไม่มีบุตร จึงไปหาหมอพเนจรผู้หนึ่งให้ช่วยตรวจดู
คนผู้นั้นรับเงินแล้ว ลูบเครามองดูอยู่นาน แล้วกล่าวว่า
"เจ้าไร้วาสนาเรื่องบุตร หากต้องการบุตร จำต้องยืมรากตั้งชีวิต ใช้กิ่งมาเสริมลำต้น"
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ พวกเขาจำเป็นต้องรับเลี้ยงเด็กที่มีพี่น้องมาแต่กำเนิดคนหนึ่ง จึงจะสามารถมีบุตรของตัวเองได้
เป็นจริงดังนั้น หลังจากตระกูลสามรับเลี้ยงเผยเยว่ซวงได้ไม่นาน เดือนต่อมาอาสะใภ้สามก็ตรวจพบว่าตั้งครรภ์ อาสามยิ้มจนตาหยี รีบยกให้เผยเยว่ซวงเป็นดาวนำโชคของบ้านตนทันที
เมื่อมีลูกแท้ ๆ แล้ว ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปต่อเผยเยว่ซวงเลยแม้แต่น้อย ยังคงมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นางเหมือนเดิม
แม้แต่ห้องที่นางอยู่ตอนนี้ ก็เป็นห้องที่ใหญ่ที่สุดในตระกูลเผย มีแสงสว่างดีที่สุด
ท่านปู่เผยก็เอ็นดูเด็กคนนี้ที่สุด เพราะนอกจากเจียงหร่านแล้ว ตระกูลเผยก็มีเด็กผู้หญิงอยู่แค่นางคนเดียว
ถึงแม้จะเป็นลูกเลี้ยง แต่นางเชื่อฟังอ่อนหวาน ปากก็หวาน
แม้อารองกับอาสามจะไม่ถูกกันเพราะเรื่องบริษัท แต่ทุกคนต่อนาง ก็ยังคงเอาใจอยู่มาก
ทุกปีวันเกิด ล้วนต้องจัดงานเลี้ยงวันเกิดอย่างเอิกเกริก เชิญสกุลใหญ่ที่มีหน้ามีตาในเมืองไห่มาร่วมงาน
สายตาเจียงหร่านเย็นชากวาดผ่านใบหน้างามของเด็กสาว แล้วตกลงบนร่างเปื้อนเลือดสีแดงฉานที่ข้างกายนาง
นางสวมชุดกระโปรงแดงสด ใบหน้าซีดขาวดุจกระดาษ ตรงที่ควรเป็นขาขวากลับว่างเปล่าไร้สิ่งใด
เด็กสาวชุดแดงดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง เงยใบหน้าซีดเซขึ้นมา มุมปากยกขึ้นอย่างชวนขนลุก เผยรอยยิ้มเกร็งตัวยิ่ง
เจียงหร่านยกยิ้มมุมปาก
ดาวนำโชคหรือ
ดาวหายนะเสียมากกว่า
เผยเหิงไอพลาง เอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง "ห้องนั้นเดิมทีก็เป็นของคุณหนูหร่าน ข้าเพิ่งให้คนจัดเตรียมเสร็จวันนี้ เยว่ซวงไปบอกตั้งแต่เมื่อใดว่าจะเปลี่ยนเป็นห้องเต้นรำ"
"ท่านพี่เผยเหิง ห้องนั้นพี่สาวข้าตาถูกใจมานานแล้ว มีเพียงห้องนั้นที่เหมาะสมที่สุดในการเปลี่ยนเป็นห้องเต้นรำ ห้องอื่นเล็กเกินไป"
เผยซิงซิ่น ลูกชายสกุลสามของตระกูลเผยเอ่ยอย่างไม่พอใจ "อีกอย่าง ในบ้านมีห้องตั้งมากมายนางไม่เลือก จำต้องมาแย่งกับพี่เยว่ซวงไปทำไม"
แววตาเผยเหิงดำทะมึนลง นิ้วมือเรียวขาวกำแน่น เสียงของเขาใสเย็นแต่แฝงความโกรธกรุ่น "ห้องนี้ข้าเป็นคนจัดเตรียม ถ้าเจ้าไม่พอใจ เจ้ามาหาข้าได้"
"คุณหนูหร่านเป็นน้องสาวของข้า นางเป็นสมาชิกในบ้านนี้ แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดให้นางไปอยู่ห้องรับรอง"
สิ้นเสียง ลำคอของเขาก็บีบรัดแน่นขึ้นมาทันที ยกมือปิดปากพลางกระแอมขึ้นมาอีกคำรบหนึ่ง
เผยเยว่ซวงออกมาไกล่เกลี่ย "พอเถอะเสี่ยวซิ่น อย่าได้ดันทุรังไปเลย ข้าเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของตระกูลเผย ไม่ใช่พี่สาวแท้ ๆ ของเจ้า ตอนนี้นางกลับมาแล้ว ของที่ดีที่สุดในบ้านก็ควรจะยกให้นาง ข้าเข้าใจ ข้าไม่คัดค้าน"
"พูดได้ดี"
เจียงหร่านซึ่งนิ่งเงียบมาตลอด จู่ๆ ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ชั่วขณะนั้น สายตาของทุกคนในตระกูลเผยล้วนมารวมอยู่ที่นาง
เผยซิงซิ่นกัดฟันคำราม "เจ้าว่าอะไรนะ"
เจียงหร่านยิ้ม "ข้าบอกว่านางพูดได้ดี เจ้าไม่ได้ยินหรือ"
นางกวาดมองสีหน้าของผู้คนไปรอบหนึ่ง จากนั้นเลิกคิ้ว "ข้าเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลเผย สิ่งที่ดีที่สุดไม่ให้ข้า หรือจะให้คนนอก"
เผยเยว่ซวงถูกคำว่า "คนนอก" ทิ่มแทงใจขึ้นมาทันที
นางกำกระโปรงแน่นด้วยความเคียดแค้น บนใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มพื้นฐานไว้ ทว่าภายในใจกลับโกรธแค้นถึงขีดสุด
หลายปีมานี้ในตระกูลเผย นางเอาแต่กังวลว่าวันหนึ่งตระกูลเผยจะรังเกียจนางเพราะฐานะของนาง อย่างไรเสียนางก็หาใช่ลูกสาวแท้ ๆ ของตระกูลเผย
แต่คนในสามสกุลของตระกูลเผย มีเพียงนางที่เป็นเด็กผู้หญิงคนเดียว ความสนใจและความเอ็นดูของทุกคนล้วนมอบให้แก่นาง นางจึงค่อย ๆ หมดความกังวลไป
ทว่ามันมาบังเอิญถึงเพียงนี้ ตระกูลเผยที่สูญเสียลูกสาวไปหลายปี กลับตามหากลับมาจนได้!!
"เจ้าว่าอะไรนะ" เผยซิงซิ่นกระทืบเท้าด้วยความเดือดดาลจนหน้ามืด "พี่เยว่ซวงของข้าต่างหากหาใช่คนนอก ทุกคนในครอบครัวข้าเอ็นดูนางที่สุด ไม่เอ็นดูเจ้า! ในเมื่อเจ้าหายไปแล้ว เหตุใดจึงต้องกลับมา พอกลับมาก็เอาแต่แย่งของของคนอื่น!!"
