# บทที่ 40 เมิ่นเมิ่นจะต้องรัดเท้า
"โอ๊ย ทำไมคนอื่นเขาอ่านหนังสือเก่งจังเลยนะ หรือว่าความพยายามของข้าสู้คนอื่นไม่ได้จริง ๆ ตำราสี่คัมภีร์ห้าคัมภีร์ข้าก็ท่องจำขึ้นใจแล้วแท้ ๆ..."
"โอ๊ย คนเรานี่เปรียบเทียบกันแล้วช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง"
นี่คือคำพูดที่บัณฑิตหวังชอบพร่ำกล่าวบ่นเป็นที่สุดในช่วงนี้
งานเลี้ยงที่ซูหวายจิ่นพูดถึง เขาคงได้ไปแล้ว เขาได้พบหยวนฉงฮ่วน ได้พบเฉียนเชียนอี้
กลับมาก็เริ่มบ่นไม่หยุด
แต่อวี๋ลิ่งรู้สึกว่าบัณฑิตหวังคงจะถูกมองข้ามไปเสียมากกว่า ไปก็คงเป็นได้แค่ไม้ประดับ
ใบหน้าของเขาคงเพราะเหตุนี้จึงคล้ำอยู่หลายวัน
เมื่อเทียบกับคนทั้งสองนั้น...
บัณฑิตหวังก็รู้สึกว่าตนเองเป็นคนโง่
ในวัยเดียวกับเขา เขายังคงต้องดิ้นรนเพื่อสอบเป็นซิ่วฉาย ส่วนคนทั้งสองนี้กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การสอบชั้นสูงสุดในพระราชวังแล้ว
อวี๋ลิ่งอยากบอกนักว่าการอ่านหนังสือต้องใช้พรสวรรค์
พรสวรรค์ของบัณฑิตหวังต้องสู้สองคนที่เขาเฝ้าพูดถึงไม่ได้แน่ อ่านหนังสือก้มหัวทั้งวัน
อาจจะเทียบไม่ได้กับเวลาหนึ่งชั่วยามของคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
หลังจากกลับมาแล้ว บัณฑิตหวังราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน เข้มงวดกับตนเองในด้านการเรียน เข้มงวดกับอวี๋ลิ่งยิ่งกว่า
ก่อนหน้านี้เขามาสอนหนังสือที่บ้านด้วยการเอามือไขว้หลัง
ตอนนี้มาสอนหนังสือที่บ้าน แม้จะยังเอามือไขว้หลัง แต่มือกลับมีไม้เรียวเพิ่มมาหนึ่งอัน
ทำจากไม้เนื้อแข็งแกะสลัก ยาวหนึ่งชี่ หนาราวหนึ่งชุ่น
เคาะลงบนโต๊ะทีหนึ่งเป็นรอยยุบ
ตัวอักษรที่อวี๋ลิ่งเขียนไม่ดีถูกตีไปครั้งหนึ่ง ตอนกินข้าวเย็นตะเกียบแทบถือไม่อยู่
อวี๋ลิ่งโดนตี แม่ครัวและป้าเฉินไม่พอใจอย่างยิ่ง
หลังจากบัณฑิตหวังตีอวี๋ลิ่งแล้ว สามวันมาเขาดื่มชาที่อุณหภูมิพอดีไม่เคยได้สักถ้วย
น้ำเย็นเกินไปบ้าง ร้อนเกินไปบ้าง
"ความรู้สึก" ที่แม่ครัวมีต่อบัณฑิตหวังก็พลอยจืดจางลงไปด้วยในทันใด นางคิดว่าเขาลงมือหนักเกินไป
ป้าเฉินก็ไม่ค่อยยิ้มแล้ว นางคิดว่าอวี๋ลิ่งยังเล็ก ลงมือหนักเช่นนี้ไม่เหมาะ
บัณฑิตหวังย่อมรับรู้ถึงท่าทีของทั้งสองคนได้แน่ ต่อหน้าอวี๋ลิ่งเขาด่าคนทั้งสองว่าสตรีโง่เขลา แล้วกำชับอวี๋ลิ่งอย่างจริงจังว่า
ไม้เป็นหลักวัด ในศีลเก็บซ่อนฟ้าดิน!
อวี๋ลิ่งกลับไม่รู้สึกมีอะไร
เพราะบัณฑิตหวังหวังดีต่อเขาจริง ๆ ไม่ใช่ว่าอารมณ์เสียแล้วจงใจหาเรื่องมาระบายอารมณ์
เรื่องพวกนี้อวี๋ลิ่งสัมผัสได้
และในต้นเดือนนี้เอง เขาก็ไม่รับเงินที่ท่านเศรษฐีอวี๋ให้อีก
นั่นหมายความว่าเขาแทบจะสอนอวี๋ลิ่งกับเมิ่นเมิ่นให้เปล่า ๆ
ท่ามกลางการสอนที่ "จู้จี้จุกจิก" ของบัณฑิตหวัง เมืองหลวงก็ต้อนรับหิมะแรก
นี่คือหิมะหนาครั้งใหญ่ ตกลงมากินเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ
ภายใต้การปกคลุมของหิมะหนา สิ่งปฏิกูลบนถนนและในตรอกซอกซอยถูกกลบไว้
ทำให้เมืองหลวงดูสะอาดตาขึ้นมา มีเสน่ห์มากขึ้น
พ่อบ้านจุดเตาผิงแล้ว ควันจากปล่องระบายเริ่มจางลงเรื่อย ๆ เตียงในเรือนตะวันออกและเรือนหลักก็อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ
แมวสองตัวในบ้านขดตัวอยู่ด้วยกัน ซุกอยู่ในที่ที่อุ่นที่สุด
เรือนอีกสองหลังไม่มีความสุขสบายเช่นนี้
แต่ท่านเศรษฐีอวี๋ก็ซื้อฟางมาให้ ที่นอนของแต่ละคนจึงปูหนา ๆ กระดาษหน้าต่างก็ซ่อมเสริมตามที่ควรซ่อม
ผู้คนในบ้านเริ่มใช้ชีวิตหลบหนาว
เพื่อผ่านฤดูหนาว ท่านเศรษฐีอวี๋ใช้เงินซื้อฟืนเกือบยี่สิบตำลึง
เงินจำนวนนี้เกือบจะเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งปีของคนในบ้านหลายปากท้อง
เพียงเท่านี้ เวลาซื้อฟืนยังต้องเอ่ยวาจาดี ๆ
ก่อนหน้านี้อวี๋ลิ่งไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมหน้าประตูจูเหมินจึงมีเหล้าเนื้อเน่าเสีย แต่บนถนนกลับมีซากศพคนอดตาย
เมื่อเหล้าเนื้อเน่าเสียแล้ว ทำไมถึงไม่ใช่ซากกระดูกคนอดอยาก
หลายปีมานี้อวี๋ลิ่งเข้าใจแล้ว
ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้ม ชา ฟืนถูกจัดให้อยู่อันดับแรกก็มีเหตุผล
นอกเมืองหลวงก็มีภูเขา บนภูเขามันโล่งเตียน ฟังจากพ่อบ้านบอกว่าภูเขาที่ห่างออกไปสี่สิบลี้ถึงมีต้นไม้
เพียงแต่ว่าที่โน่นเป็นเขตพระราชอุทยานสำหรับล่าสัตว์ของฮ่องเต้
อวี๋ลิ่งใช้มือข้างหนึ่งคลึงไปด้วย ขบฟันกัดต้านความเจ็บปวดที่แผลน้ำแข็งเย็นกำเริบนำมา
แผลน้ำแข็งเย็นเช่นนี้ทั่วร่างอวี๋ลิ่งมีทั้งหมดเจ็ดแห่ง มือสองข้าง หูสองข้าง ส้นเท้าสองข้าง บวกกับก้น
แผลน้ำแข็งเย็นพวกนี้ล้วนเกิดตอนที่เสื้อผ้าไม่พอห่อหุ้มกาย
ทุกปีเมื่อถึงฤดูหนาว เจ็ดแห่งนี้จะค่อย ๆ ลดลงตามอุณหภูมิ จากแดงเรื่อ ๆ กลายเป็นแดงบวมขึ้นมา
และก็ทำให้อวี๋ลิ่งทั้งร่างทรมานขึ้นมา
ฤดูหนาวปีนี้นับว่าหนาวกว่าเดิม
มองดูนิ้วมืออวบใหญ่สิบนิ้วของอวี๋ลิ่ง เห็นชัดว่าไม่สะดวกในการเขียนหนังสือแล้ว บัณฑิตหวังจึงหยุดคัดอักษร เปลี่ยนเป็นท่องตำรา
ท่องไม่ได้ ก็ยังโดนตีอยู่ดี
อาจเป็นเพราะไม่ได้ดื่มชาร้อน บัณฑิตหวังตอนนี้ตีอวี๋ลิ่งก็ไม่ตีมือแล้ว เปลี่ยนเป็นตีก้น
แล้วหลังจากสอนเสร็จแต่ละครั้งกลับมีชาร้อนอุณหภูมิพอดีให้ดื่ม
บัณฑิตหวังก็ไม่เคยเอ่ยคำว่าสตรีโง่เขลาอีกเลย
ป้าเฉินกับแม่ครัวที่กำลังช่วยอวี๋ลิ่งนวดมือให้เลือดลมเดินสะดวก ได้ยินคนเฝ้าประตูกำชับก็ยกกะละมังหิมะมาให้ ทั้งสองคนจับหิมะขึ้นมาก็ถูนวดลงบนแผลน้ำแข็งเย็น
จะทำให้หายขาดได้ก็ต้องใช้วิธีซื่อบื้อเช่นนี้
อวี๋ลิ่งกัดฟันทนอยู่ ประมาณครึ่งธูปต่อมา ความร้อนผ่าวก็ก่อตัวขึ้นมา แผลน้ำแข็งเย็นก็คันขึ้นมา
อวี๋ลิ่งเริ่มทนไม่ไหว สูดลมหายใจแรงไม่หยุด
แผลน้ำแข็งเย็นที่ก้นนั้นอวี๋ลิ่งไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเปิดให้เห็น ทั้งสองจำต้องมอบหน้าที่ให้หรูอี้กับเสี่ยวเฝย
ทุกค่ำคืนต้องใช้ผ้าขนหนูร้อน ๆ ประคบครึ่งชั่วยาม
ระหว่างที่อวี๋ลิ่งกำลังถูกถูนวดมือเท้าจนแดงไปหมด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แม่ครัวนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ไม่กลัวหนาวอีกแล้ว ดีใจวิ่งพรวดออกไปนอกประตู
กระทั่งท่านเศรษฐีอวี๋ที่กำลังตรวจบัญชีก็ลุกขึ้นจากเตียง รีบออกไปรับ
ฟังเสียงทักทายที่ลอยเข้าหู อวี๋ลิ่งอดถามขึ้นไม่ได้ว่า
"ป้าเฉิน นี่จะทำอะไรกันหรือ"
ป้าเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอิจฉาว่า "วันนี้เป็นวันสำคัญของเมิ่นเมิ่น นายท่านจงใจเชิญสตรีมีฝีมือมาให้เมิ่นเมิ่นรัดเท้าเจ้าค่ะ เมิ่นเมิ่นห้าขวบแล้ว ถึงเวลาแล้ว"
อวี๋ลิ่งฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที โยนตำราในมือทิ้ง ไม่ทันสวมรองเท้าก็วิ่งตรงไปยังเรือนหลัก อวี๋ลิ่งเคยเห็นการรัดเท้าแล้ว กลัวว่าเมิ่นเมิ่นจะต้องกลายเป็นเช่นนั้น
"พี่ลิ่ง รองเท้า รองเท้าสิ..."
ของวิปริตนี้ อวี๋ลิ่งไม่รู้ว่าแพร่หลายขึ้นมาได้อย่างไร สตรีเช่นนั้นอวี๋ลิ่งเคยเห็น สตรีในกลุ่มแปดตรอกใหญ่ พวกนางออกไปซื้อของบนถนนยังต้องจับกำแพงเดิน
ทุกวันนี้เมิ่นเมิ่นก็จะต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ด้วยหรือ
ข้างถนนบางครอบครัวพูดกัน เด็กผู้หญิงเริ่มรัดเท้าตั้งแต่ห้าขวบ ยาวไปจนถึงสิบกว่าขวบ จนกว่าเท้าจะเข้ารูปถาวรจึงนับว่าเสร็จ
ห้าปีเต็มเชียวนะ
พฤติกรรมนี้ในสายตาของอวี๋ลิ่ง ต่างจากพวกที่ตัดแขนตัดขาคนเอาไปเป็นขอทานแล้วยัดคนใส่ไหเลี้ยงไว้ก็ไม่มากนัก
ล้วนทำให้คนกลายเป็นอวัยวะพิการ
เมื่อเท้าเข้ารูปแล้ว ก็ไม่สามารถเดินทางไกลหรือออกแรงทำงานได้
ที่สำคัญที่สุดคือนักปราชญ์ยังยกย่องสิ่งนี้ ชอบสิ่งนี้ เปรียบเท้าที่ผิดรูปนั้นเหมือนพระจันทร์เสี้ยว หน่อไผ่อ่อน ดอกบัวทองคำ...
หากโชคร้ายเกิดอันตราย ไฟไหม้บ้าน ข้าศึกบุก...
ไม่ต้องพูดถึงสตรีจะต้องอุ้มลากจูงลูกหนีภัยเลย ตัวนางเองยังดูแลตนเองให้ดีก็ยากแล้ว
แน่นอนนี่เป็นเพียงภายนอก ลึก ๆ แล้ว สิ่งนี้อวี๋ลิ่งฟังแล้วรู้สึกขยะแขยง
ที่จริงความสนุกบนเตียงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเท้ามัดเล็กนั้น ไม่ว่าที่ไหนก็มีแต่เรื่องผิดปกติทั้งนั้น
กล่าวกันว่าสตรีเท้าเล็กยามร่วมหลับนอน สามารถนำความสุขสันต์อันหาที่สุดมิได้มาสู่บุรุษ พวกสตรีในตรอกโคมเขียวเดี๋ยวนี้ยิ่งเพื่อให้แขกของตนนับวันยิ่งมากขึ้น ก็ยิ่งทารุณกับตนเองมากขึ้นทุกที
โรงน้ำชาพวกนั้นส่งเสียง "ฮิ ฮิ ฮิ" กันอยู่เป็นครั้งคราว ไม่ใช่ว่าพูดกันแต่เรื่องนี้ทั้งหมด แต่หัวข้อก็ไม่ต่างกันนัก
มิเช่นนั้นทำไมเล่าเรื่องถึงได้หยุดชะงักกึกลงกลางคัน
คนอื่นจะทำเท้าเล็กหรือไม่ อวี๋ลิ่งไม่สน นั่นเป็นเรื่องของพวกเขาเอง อยากทำอย่างไรก็ทำ
แต่กับเมิ่นเมิ่มไม่ได้ นี่คือเส้นตาย
เส้นตายของอวี๋ลิ่ง
ประตูใหญ่เรือนหลักถูกผลักออก สายลมหนาวพัดกรูเข้ามาในเรือนตามช่องประตู อวี๋ลิ่งยืนอยู่หน้าประตูด้วยเท้าเปล่า จ้องมองผู้คนภายในเรือนด้วยสายตาเย็นชา
คนในเรือนพากันนิ่งงัน
เมิ่นเมิ่นเห็นพี่ชายมา กระโดดลงจากเตียงด้วยเท้าเปล่า กอดอวี๋ลิ่งไว้ไม่ยอมปล่อย
นางไม่รู้ว่านางจะต้องเผชิญอะไร แต่นางรู้จักความเจ็บ
"ท่านเศรษฐีอวี๋ นี่มัน"
"นี่คือบุตรชายข้า อวี๋ลิ่ง"
สตรีที่ถือผ้าแถบอยู่ในมือมองอวี๋ลิ่งยิ้ม ๆ แล้วเอ่ยกับเมิ่นเมิ่นว่า
"คุณหนูน้อยมานี่ นี่คือเรื่องดีในชีวิตของเจ้า เร็วเข้า ประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว"
อวี๋ลิ่งมองท่านเศรษฐีอวี๋ เอ่ยเสียงเบา
"ท่านพ่อ เมิ่นเมิ่นไม่ต้องรัดเท้าแล้วเถิด"
ท่านเศรษฐีอวี๋เพิ่งเคยเห็นอวี๋ลิ่งในสภาพนี้เป็นครั้งแรก เขาไม่ใคร่เข้าใจนักว่าทำไมอวี๋ลิ่งถึงได้ตอบสนองรุนแรงปานนี้ เขามองออกว่าอวี๋ลิ่งโกรธมาก
อวี๋ลิ่งไม่ได้พูดอะไร สตรีคนนั้นกลับยิ้มแล้วเอ่ย
"คุณชายน้อยกำลังเรียนหนังสือ ภายภาคหน้าย่อมต้องประสบความสำเร็จในการศึกษา ตระกูลอวี๋ก็จะกลายเป็นตระกูลนักปราชญ์ คุณหนูเมิ่นเมิ่นก็ย่อมกลายเป็นกุลสตรีผู้สูงศักดิ์"
"พูดต่อไปสิ"
"ในเมื่อเป็นกุลสตรีผู้สูงศักดิ์ ภายภาคหน้าย่อมต้องแต่งงานกับคุณชายดี ๆ การรัดเท้าก็คือก้าวแรก เท้าเล็กแล้ว งามแล้ว ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไร้คุณชายดี ๆ"
อวี๋ลิ่งไม่อยากไปโต้เถียงกับสตรีคนนี้เรื่องการรัดเท้า
นี่คือฝีมือที่หล่อเลี้ยงปากท้องนาง นางย่อมเชื่อมั่นยิ่งกว่าใคร ๆ ว่าสิ่งที่นางทำนั้นถูกต้อง
ดังนั้นจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางเปลี่ยนความเห็นนางได้
อวี๋ลิ่งฟังแล้วยิ้มน้อย ๆ เอ่ยอย่างเรียบเฉย
"รอดูเถิด ภายภาคหน้าน้องสาวของข้าจะสูงส่งหาที่เปรียบมิได้ ไม่ต้องรัดเท้าก็ไม่ขาดแคลนคุณชายดี ๆ พี่ป้าท่านนี้เชิญกลับไปเถิด"
สตรีคนนั้นหันไปมองท่านเศรษฐีอวี๋ ท่านเศรษฐีอวี๋มองอวี๋ลิ่งที่ยืนเท้าเปล่าอยู่ตรงนั้นไม่ยอมขยับเขยื้อน
เขารู้ว่าเด็กคนนี้ดื้อขึ้นมาแล้ว จึงเอ่ยอย่างขอโทษ
"ฮั่นชื่อ วันนี้ต้องขออภัยจริง ๆ ลำบากเจ้าแล้ว วันหน้าข้าจะไปขอโทษถึงบ้านอย่างแน่นอน"
สตรีคนนั้นส่งเสียงเย็นชาแล้วหมุนตัวจากไป พอพ้นธรณีประตู ก็หันมามองอวี๋ลิ่งแวบหนึ่ง แล้วพลันหัวเราะเย็น
"ท่านเศรษฐีอวี๋ ระวังภายหน้าบ้านจะมีลูกอกตัญญูและลูกหลานเนรคุณนะเจ้าคะ"
ท่านเศรษฐีอวี๋ยิ้มตอบไปด้วย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน