“ท่านโอรส ถ้าท่านเชื่อมั่นในพวกข้าทั้งหกเพียงเช่นนี้ พวกหกผู้กล้าแห่งกวนจงก็ขอติดตามท่านโอรสลงมือด้วยกัน”
หลังจากปรึกษาหารือกันสักครู่ ชายหนุ่มทั้งหกก็ตัดสินใจ หัวหน้าพี่ใหญ่กล่าวกับเย่อวิ๋นเฟย
“ท่านโอรส ตอนนี้เราลงมือกันเลย!
จงหาพวกที่เดินอยู่ลำพังเป็นเป้าหมายโดยเฉพาะ คนที่อยู่ลำพังหรือไม่ก็เดินทางเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ส่วนใหญ่ย่อมมาจากฝ่ายกำลังอ่อนแอ เราปล้นของพวกเขาจนหมดสิ้นได้โดยไม่ต้องกังวลถึงผลที่จะตามมา”
พี่ใหญ่กล่าวต่อ
“ใครบอกว่าข้าจะไปปล้นพวกที่อยู่ลำพังหรือฝ่ายอ่อนแอ?
เป้าหมายที่ข้าจะปล้นคือพวกฝ่ายผู้พิทักษ์ และคนของสำนักเทียนไห่กับอีกไม่กี่ฝ่ายใหญ่
ฝ่ายใหญ่เหล่านี้เข้ามาในแดนลับอาหมิงจำนวนมาก และกำลังโดยรวมก็เก่งกาจ ช่วงนี้พวกเขาย่อมได้ผลตอบแทนในแดนลับอาหมิงไม่น้อย เราไปปล้นคนของฝ่ายใหญ่เหล่านี้ย่อมได้มากกว่า”
เย่อวิ๋นเฟยส่ายหัว แล้วกล่าว
“อะไรนะ?
ท่านโอรสหมายความว่า เราจะไปปล้นพวกฝ่ายผู้พิทักษ์กับสำนักเทียนไห่ที่เป็นฝ่ายใหญ่?”
ชายทั้งหกฟังถ้อยคำของเย่อวิ๋นเฟยแล้วตกใจอย่างยิ่ง
พวกเขาเดิมทีคิดว่าการปล้นที่เย่อวิ๋นเฟยพูดถึงคือการหาพวกที่อยู่ลำพังหรือมีจำนวนน้อยโดยเฉพาะ
“ถูกต้อง จะลงมือก็ต้องลงมือครั้งใหญ่ หาคนของฝ่ายใหญ่เหล่านี้เป็นเป้าหมาย ผลตอบแทนย่อมมากกว่า
เป็นไง พวกเจ้ากล้าหรือไม่?”
เย่อวิ๋นเฟยยิ้มแล้วกล่าว
ชายทั้งหกต่างเริ่มลังเล เพราะการไปปล้นพวกฝ่ายผู้พิทักษ์ย่อมกดดันยิ่งนัก คนของฝ่ายผู้พิทักษ์ที่เข้ามาในแดนลับอาหมิงมีจำนวนมหาศาล และลงมือพร้อมหน้าเป็นหมู่คณะ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะ
“พวกเจ้าไตร่ตรองให้ดีแล้วค่อยตัดสินใจ ความเสี่ยงยิ่งมาก ผลตอบแทนยิ่งมาก แผนข้าคือปล้นคนของฝ่ายผู้พิทักษ์ในแดนลับอาหมิงให้ครบทุกคน ริบสมบัติทั้งปวงบนตัวพวกเขามา นั่นคือทรัพย์สมบัติมหาศาล พอเพียงที่จะทำให้พวกเราร่ำรวยขึ้นอีกมาก”
เย่อวิ๋นเฟยยิ้มแล้วกล่าว
“เจ้าตั้งใจจะรี้ดพวกมันทั้งหกเข้าเป็นคนของเจ้าสินะ?”
ผู้อาวุโสฮุ่นกล่าวกับเย่อวิ๋นเฟยผ่านเสียงสื่อจิต
“พวกนี้มีวิชาติดตามเยี่ยม ถ้าให้พวกมันไปตามรอยคนของฝ่ายผู้พิทักษ์ย่อมได้ผลเป็นเท่าตัว”
เย่อวิ๋นเฟยตอบผ่านเสียงสื่อจิต
