“ก…กระดาษชำระ? ผ้าอนามัย?”
หลินปิงเสวี่ยลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้กำลังถูกโจรไล่ตาม เธอถามด้วยสีหน้ามึนงง
“ไม่มีกระดาษชำระหรือผ้าอนามัยเลยเหรอ? งั้นไม่เป็นไร ใช้กิ่งไม้ก็ได้”
พูดจบ หวังเฉินก็เอื้อมมือหักกิ่งไม้จากต้นเล็ก ๆ ข้างตัว
กิ่งไม้นี้มีใบติดอยู่ด้วย น่าจะใช้ได้ไม่ต่างจากกระดาษชำระเท่าไรนัก
พอเห็นสาวงามยังคงจ้องเขาด้วยสีหน้ามึนงง หวังเฉินก็พูดอย่างจริงจังว่า “สาวสวย ช่วยหันหน้าไปทางอื่นได้ไหม?
เวลาผมเข้าห้องน้ำ ผมไม่ค่อยชอบให้ใครจ้องเท่าไร
ถึงคุณจะสวยมากก็เถอะ แต่จ้องกันแบบนี้ ผมก็เขินเป็นเหมือนกันนะ
ถ้าชอบมองผมขนาดนั้นก็ได้ งั้นมาช่วยเช็ดให้ผมสิ?”
พูดจบ หวังเฉินก็ยื่นกิ่งไม้ที่มีใบให้สาวงาม
“อ้อ…อ้อ…ฉันจะหันไป…”
สมองของหลินปิงเสวี่ยยังอยู่ในสภาพหยุดทำงาน เธอจึงหันหลังไปอย่างมึน ๆ งง ๆ
เสียงสวบสาบดังขึ้นครู่หนึ่ง
พอหลินปิงเสวี่ยหันกลับมา หวังเฉินก็ใช้กิ่งไม้เช็ดจนสะอาดอย่างรวดเร็ว ก่อนดึงกางเกงขึ้นและสวมเรียบร้อยแล้ว
“เจอสาวขายาวแล้ว อยู่ตรงนี้!”
“ให้ตายสิ ทำไมยังมีคนอื่นอีก?”
“เดิมทีนึกว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเราจับตัวประธานหลินมา ดูท่าว่าวันนี้ต้องฆ่าเพิ่มอีกคนแล้ว”
“เฮ้อ บาปกรรมจริง ๆ วันเดียวต้องส่งคนไปปรโลกตั้งสองคน คืนนี้คงต้องเสียเงินซื้อกระดาษเงินกระดาษทองไปเผาให้พวกเขาเพิ่มอีกแล้ว”
พวกอันธพาลหนุ่มทั้งห้าคนตามมาจนเจอในที่สุด พอเห็นหวังเฉินยืนอยู่ข้างหลินปิงเสวี่ย พวกเขาก็พูดด้วยท่าทางไม่หวังดี
“ประธานหลิน แม่งเอ๊ย เมื่อกี้เตะฉันเจ็บชะมัด…เอ๊ะ ทำไมมีไอ้บ้าที่ไหนมายืนอยู่ตรงนี้?”
หลังจากชายหนุ่มหัวโล้นฟื้นจากความเจ็บปวด เขาก็กระโดดจากฝั่งลงไปในพุ่มไม้ พอเห็นหวังเฉินก็ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“พี่ไก่ ไอ้หมอนี่น่าจะอยู่ตรงนี้มาตลอด ส่วนประธานหลินก็วิ่งมาทางนี้พอดี เลยบังเอิญมาเจอมันนั่งอึอยู่ตรงนี้ครับ”
ชายหนุ่มผมแดงอธิบาย
เมื่อครู่เขาเหลือบเห็นหวังเฉินใช้กิ่งไม้เช็ดไปเช็ดมาอยู่ แม้จะมองไม่ชัด แต่ก็รู้ว่าการปรากฏตัวของหวังเฉินเป็นเรื่องบังเอิญล้วน ๆ
“ไอ้หนุ่ม แกดวงซวยจริง ๆ จะไปอึที่ไหนก็ได้ แต่ดันมาตรงนี้
ตอนนี้แกเห็นพวกเราจับตัวประธานหลินแล้ว ฉันก็ต้องฆ่าแก แล้วถ่วงแกลงก้นอ่างเก็บน้ำ”
ชายหนุ่มหัวโล้นหัวเราะเยาะแล้วพูดต่อว่า “แต่ไม่ต้องห่วงหรอก
พอพวกเราเล่นกับประธานหลินเสร็จ ก็จะถ่วงเธอลงไปในอ่างเก็บน้ำให้ไปอยู่เป็นเพื่อนแกเหมือนกัน
มีประธานหลิน สาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองเจียงไห่ อยู่เป็นเพื่อนทั้งคน แกก็คงไม่เสียเที่ยวที่เกิดมาในโลกนี้แล้วใช่ไหม?”
“รีบหนีไป! พวกนี้เป็นโจร ไปแจ้งตำรวจซะ!”
เพราะช่วงบนถูกมัดด้วยเชือก หลินปิงเสวี่ยจึงใช้ตัวดันหวังเฉินอย่างแรง
เธอคิดง่าย ๆ แค่อยากให้หวังเฉินหนีไปแจ้งตำรวจ
พวกโจรอาจจะพะวงจนไม่กล้าลงมือกับเธอก็ได้
แต่แรงผลักของหลินปิงเสวี่ยกลับไม่ทำให้หวังเฉินขยับแม้แต่น้อย
หวังเฉินเองก็ไม่มีทีท่าจะหนี กลับถามอย่างสงสัยว่า “ผมจะหนีทำไม? คนที่ควรหนีไม่ใช่พวกคนเลวหรือไง?
อีกอย่าง ผมก็นั่งถ่ายอยู่ดี ๆ พวกคุณต่างหากที่เข้ามารบกวน คนที่ควรไปคือพวกคุณไม่ใช่เหรอ?”
“นาย…”
หลินปิงเสวี่ยโกรธผู้ชายทึ่มคนนี้จนแทบพูดไม่ออก
เมื่อกี้มีโอกาสหนีก็ไม่ยอมหนี ตอนนี้พวกโจรตั้งตัวได้แล้ว ต่อให้คิดหนีก็หนีไม่พ้น!
“หมอนี่คงเป็นคนปัญญาอ่อนหรือเปล่า?”
หลินปิงเสวี่ยคาดเดาอย่างสิ้นหวังในใจ
“ประธานหลิน พวกแกหนีไม่รอดหรอก ฉันพูดเอง ต่อให้พระเยซูมาก็ช่วยไม่ได้”
ชายหนุ่มหัวโล้นพูดพลางยิ้มเยาะ
“พระเยซูมาก็ช่วยไม่ได้ แต่ยังมีผมอยู่นี่ไง
เคยได้ยินตำหนักเทพสวรรค์แห่งหัวเซี่ยไหม?
ในเมื่อผมเป็นเทพสงครามอันดับหนึ่งของตำหนักเทพสวรรค์ สาวงามคนนี้ก็ไม่มีใครแตะต้องได้ทั้งนั้น ผมพูดเอง!”
หวังเฉินปรายตามองชายหนุ่มหัวโล้น ก่อนเอ่ยอย่างมั่นใจ
หลินปิงเสวี่ยอดมองหวังเฉินไม่ได้ ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังคิดว่าเขาทึ่มและดูซื่อบื้ออยู่ดี
เธอเคยได้ยินชื่อของตำหนักเทพสวรรค์แห่งหัวเซี่ย เทพสงครามทั้งสิบของตำหนักเทพสวรรค์ล้วนเป็นเสาหลักผู้พิทักษ์ประเทศ
แต่เทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่แห่งตำหนักเทพสวรรค์แห่งหัวเซี่ย จะมานั่งปลดทุกข์เรี่ยราดข้างอ่างเก็บน้ำชานเมืองเจียงไห่ได้ยังไง?
ก็เป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่หรือไง จะโม้อะไรนักหนา?
พวกนั้นมีตั้งหกคน ดูก็รู้ว่าคงก่อเรื่องมาไม่น้อย
คนธรรมดาอย่างนายจะไปสู้หกคนนั้นได้ยังไง?
หลินปิงเสวี่ยไม่เชื่อคำพูดของหวังเฉินแม้แต่น้อย
“แม่งเอ๊ย กล้าอวดเก่งต่อหน้าพี่ไก่เรอะ ฉันจะฆ่าแก!”
ชายหนุ่มผมเขียวทนท่าทางอวดเก่งของหวังเฉินไม่ไหว จึงยกเท้าซ้ายเตะเข้าใส่อย่างแรง
หวังเฉินไม่แม้แต่จะมองชายหนุ่มผมเขียว เขายกมือขึ้นตบสวนไปทันที
เพียะ!
เสียงตบฉาดดังขึ้นอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มผมเขียวถูกหวังเฉินตบจนหมุนคว้างราวกับลูกข่าง ก่อนเสียหลักล้มลงกับพื้น
บังเอิญว่าจุดที่ชายหนุ่มผมเขียวล้มลงคือที่ที่หวังเฉินเพิ่งนั่งปลดทุกข์ไปเมื่อครู่
ร่างทั้งร่างนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น ก่อนผล็อยหลับไปทันที
“หา?”
“พี่ผมเขียวอ่อนขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ฉันมองไม่ทันเลย!”
อันธพาลหนุ่มผมหลากสีที่เหลืออีกสี่คนเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
เพราะเมื่อครู่พวกเขาเห็นแค่ชายหนุ่มผมเขียวเพิ่งยกเท้าจะเตะคน
แต่พอกะพริบตา อีกฝ่ายกลับล้มลงไปกองอยู่บนพื้นแล้ว
“เขา…เขา…”
หลินปิงเสวี่ยเองก็มองไม่ทันว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
แต่เธอรู้แล้วว่าผู้ชายที่เธอเห็นตอนกำลังปลดทุกข์คนนี้ช่วยเธอได้!
“ยืนบื้อกันอยู่ทำไม! ไอ้หมอนี่มีฝีมืออยู่บ้าง ชักอาวุธออกมา ลุยพร้อมกัน!”
ชายหนุ่มหัวโล้นได้สติก่อนใคร เขาชักมีดปอกแตงโมจากเอว พลางสั่งลูกน้องอีกสี่คน
“พี่น้อง ชักอาวุธออกมา!”
“พวกเราสี่คนรวมกับพี่ไก่ ต่อให้ไอ้เวรนี่เก่งแค่ไหน ก็ต้องตายใต้คมมีดของพวกเราห้าคน!”
“ทำพี่ผมเขียวเปื้อนขี้ไปทั้งตัวแบบนี้ ฟันไอ้หมอนี่ให้พิการแล้วค่อยให้มันเลียขี้ออกจากตัวพี่ผมเขียว!”
อันธพาลหนุ่มอีกสี่คนชักมีดปอกแตงโมออกมา พลางตะโกนด้วยความโกรธ
ชั่วพริบตา คนทั้งห้าก็ถือมีดปอกแตงโมล้อมหวังเฉินไว้ตรงกลาง
แต่ละคนจ้องหวังเฉินเขม็งด้วยสายตาราวกับกำลังมองคนตาย
“พวกคุณจะทำอะไรกัน? ชักมีดออกมาแล้วก็รีบลงมือสิ”
เมื่อเผชิญหน้ากับอันธพาลห้าคนที่ถือมีดปอกแตงโม หวังเฉินไม่เพียงไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา แต่ยังเร่งให้รีบลงมืออีกด้วย
“ไอ้เวรเอ๊ย ฉันจะฟันแกให้ตาย!”
ชายหนุ่มผมแดงยกมีดปอกแตงโมฟันใส่
เพียะ!
เสียงตบฉาดดังขึ้นอีกครั้ง
“อ๊าก!”
ชายหนุ่มผมแดงร้องโหยหวน พลางปลิวไปตกข้างชายหนุ่มผมเขียวที่กำลังหลับอยู่ พอล้มลงกับพื้น เขาก็ผล็อยหลับตามไปอีกคน
“รีบฟันมัน! ไอ้หมอนี่เป็นพวกฝึกวิชามา ใช้แรงทั้งหมดฟันมันให้ตาย!”
ชายหนุ่มหัวโล้นเร่งลูกน้องที่เหลืออีกสามคนอย่างร้อนรน
แต่ขณะที่ลูกน้องทั้งสามยกมีดเตรียมฟันคน ชายหนุ่มหัวโล้นกลับหันหลังวิ่งหนีไปเสียเอง
ลูกน้องทั้งสามงงเป็นไก่ตาแตก สั่งให้พวกเขาฟันคน แต่ตัวเองกลับหนีไปเนี่ยนะ?
จะรออะไรล่ะ หนีพร้อมกันสิ!
ลูกน้องทั้งสามสบตากัน ก่อนหันหลังวิ่งหนีตามกันไป
พวกเศษสวะในสังคมก็มีนิสัยเลว ๆ แบบนี้แหละ รังแกแต่คนอ่อนแอ พอไปเจอคนแข็งแกร่งเข้าแล้วเตะโดนตอ ก็รีบเผ่นทันที
เพียะ! เพียะ! เพียะ! เพียะ!
แต่ทั้งสี่คนเพิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นภาพตรงหน้าพร่าเลือน แก้มโดนตบคนละฉาด จากนั้นก็หมดสติและผล็อยหลับไปอย่างสบายใจ
หลังจากตบพวกอันธพาลและโจรจนสลบในคราวเดียว หวังเฉินก็พลันยืนอยู่กับที่โดยเอามือขวาไพล่หลัง ไม่ขยับเขยื้อน
ท่าทางดูราวกับยอดฝีมือไร้เทียมทาน แต่สีหน้าของเขากลับซีดลงอย่างรวดเร็ว
หลินปิงเสวี่ยค่อย ๆ เดินเข้าไปหาหวังเฉิน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งว่า “ขอบ…”
“คุณคนสวย อย่าเพิ่งขอบคุณ ขอถามหน่อย มียาแก้ท้องเสียไหม?”
หวังเฉินรีบพูดแทรกก่อนหลินปิงเสวี่ยจะพูดจบ
