บนนภา
“ผิดแล้วผิดแล้ว เจ้าตัวน้อย เจ้าเกือบหลงทางเสียแล้ว” เสียงนี้เจือความร้อนรน พล่ามไม่หยุด
จากนั้นก็มีเสียงอ่อนหวานดังตามมา
“ข้า ข้าเวียนหัวยิ่งนัก”
ท่ามกลางความรู้สึกราวฟ้าดินหมุนวน กว่าจะหักเลี้ยวถูกทางได้ก็ยากเย็น เมื่อร่วงลงถึงพื้น เด็กหญิงตัวน้อยผู้มีผิวงามขาวนวลราวหยกอ่อน กายเปล่งรัศมีนวลละมุน เยี่ยงเทพธิดาองค์น้อย เดินโซเซหมุนคว้างกลางพื้น แล้วเพียะลงไปนอนแผ่
ทว่ามิได้รู้สึกเจ็บ กลับรู้สึกนุ่มนิ่ม
“จี๊ อ้าว!”
ฉินหว่านหว่านขยับหู คล้ายได้ยินเสียงโหยหวนของสิ่งใด ทุ้มต่ำออดอ้อน
อีกทั้ง สิ่งที่นางทับอยู่ก็อ่อนนุ่มยิ่งนัก
เมื่อหายวิงเวียนแล้ว นางจึงลืมตา สบประสานเข้ากับดวงตาของพยัคฆ์ใหญ่ลายขาวกลางหน้าผาก
ฉินหว่านหว่านกระพริบตาปริบ ๆ
ใต้วรกายมีสิ่งใดขยับเขยื้อน นางค่อย ๆ พยุงกายขึ้น ลูกเสือน้อยสองตัวที่โก่งก้นไต่หนีออกมา ก็ล้มผล็อยลงนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
พวกมันงุนงงนัก มองฉินหว่านหว่านผู้เป็นดั่งสิ่งมีชีวิตที่มาแย่ง ‘น้ำนม’ ของมันด้วยท่าทางซื่อเซ่อ
ช่างตัวโตยิ่ง!
ฉินหว่านหว่านเกาทึ้งศีรษะ “ขอโทษด้วย ข้ามิได้เจตนา”
เสือใหญ่หาได้ถือโทษนางไม่ กลับเลื่อนกายเข้ามาคลอเคลียแก้มยุ้ยอิ่มของนาง เผยให้เห็นพุงนุ่มละมุน สายตาถามไถ่ว่าเจ้าตัวน้อยต้องการดื่มนมหรือไม่
ฉินหว่านหว่านจ้องมองไป เด็กน้อยปรารถนาจะลองสักหน่อย ดูช่างหอมหวานดีแท้
นกแก้วตัวหนึ่งกระพือปีกปราดเข้ามา “คุณหนู คิดอะไรน่ะ ดื่มไม่ได้นะ เจ้ามีผลไม้น้ำนมติดตัวอยู่”
ฉินหว่านหว่านหรี่แววตาที่ปรากฏร่องรอยเสียดายอยู่บางเบา “ข้าต้องไปตามหาท่านพ่อแล้ว แม่เสือ ลาก่อนนะ”
ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไป ฉินหว่านหว่านโอบกอดเจ้าตัวน้อยหัวสมองทื่อที่ส่งเสียงร้องออดอ้อนทั้งสองตัวไว้ แล้วลูบขยี้ไปทั่ว
นุ่มนิ่มเสียจริง นุ่มนิ่มเหลือเกิน
จากนั้นจึงพาร่างน้อยขาสั้นกุกกัก วิ่งผลุบหายไป
ลูกเสือน้อยถูกนางลูบคลำเสียจนเวียนหัว กว่าจะตั้งสติได้ คนก็หายไปแล้ว
ส่วนเหตุที่พยัคฆ์ตนนั้นมิได้ทำร้ายฉินหว่านหว่าน ก็เพราะนางคือกิเลน
กิเลนน้อยจากสวรรค์ เพิ่งฟักออกจากไข่ได้สามปี
ที่ลงมายังโลกมนุษย์ ก็เพื่อตามหาบิดา
ฉินหว่านหว่านกายหย่อนแต่กำเนิด เกือบฟักเป็นตัวมิได้ บิดาจึงเที่ยวลักขโมยหลอกลวงของวิเศษจากทั่วสารทิศเพื่อนาง จนเซียนทั่วสวรรค์พากันโอดครวญ ภายหลังเมื่อนางมีอาการมั่นคงแล้ว จักรพรรดิสวรรค์จึงลงทัณฑ์ให้ลงมาใช้กรรมในโลกมนุษย์
ทว่าเคราะห์ดีแต่เดิม กลับถูกอิทธิพลจากภายนอกปั่นป่วน หากเป็นไปเช่นนี้ ชะตาของบิดาฉินหว่านหว่านจะต้องจบลงด้วยความตายอย่างน่าเวทนา
เมื่อรู้ข่าวนี้ ฉินหว่านหว่านผู้โหยหาบิดายิ่งนัก จึงตัดสินใจปกปิดมารดาและท่านลุงจักรพรรดิสวรรค์ แอบลงมายังโลกมนุษย์ นางจะต้องตามหาบิดาให้พบ จะยอมให้บิดาต้องตายอย่างน่าเวทนาหามิได้
ฉินหว่านหว่านหาพญากวางได้ตัวหนึ่ง ยามราตรี นางขี่กวางออกจากป่าลึก มุ่งสู่ที่หมายในการป้ายสีบิดาผู้ให้กำเนิด
…………
“คุณหนู บิดาของเจ้านั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ กำลังจะยกทัพไปรักษาด่านชายแดน เจ้าซุ่มรออยู่บนเส้นทางนี้เป็นมั่นเหมาะว่าจะรอคนได้แน่!”
นกแก้วหมากสุกสีชาดตัวเท่าฝ่ามือเกาะอยู่บนบ่าของเด็กน้อยมนุษย์วัยเพียงสามขวบ พูดจาคล่องปรื๋อ ราวกับมนุษย์ไม่มีผิด
“อืม ๆ!”
เด็กน้อยตัวกลมที่ยอง ๆ อยู่หลังพุ่มหญ้าพลางส่งเสียงอ้อแอ้ตอบ
นับตั้งแต่เดินทางออกจากป่า นางก็เปลี่ยนจากเด็กน้อยตัวกลมน่ารัก กลายเป็นเจ้าแมวน้อยลายเปื้อนดิน ยุ่งเหยิงไปทั้งตัว แม้แต่เส้นผมก็กระเซิง
อีกทั้งยังง่วงหงอย
ไม่ได้หลับไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
“เข่อเข่อ ท่านพ่อจะมาเมื่อใดหรือ”
เด็กน้อยพิงอิงต้นไม้ เบื้องล่างเป็นกอหญ้าที่ดึงกระชากมาอย่างลวก ๆ รองรับ ก้อนเนื้ออวบในมือยังถือผลไม้ที่ถูกแทะจนเว้าแหว่งอยู่ พลางหาวหวอด เปลือกตาปรือหนักแทบจะปิดมิลง
สภาพนี้ทำเอานกแก้วบนบ่านางปวดใจยิ่งนัก
“คุณหนูอดทนอีกสักประเดี๋ยวนะ ท่านพ่อของเจ้ากำลังจะมาถึงแล้ว”
“เข่อเข่อ ข้าอยากนอน”
ท่ามกลางเสียงปลอบโยนของเข่อเข่อ ฉินหว่านหว่านพยายามฝืนสักหน่อย ดวงตากลมโตนั้นปรือจนเหลือเพียงรอยเส้นเล็ก ๆ แล้วปิดลงในที่สุด
หลับเสียหน่อยเถิด ๆ
การรอคอยนี้ยาวนานถึงตอนบ่าย ฉินหว่านหว่านนอนหลับก็มิใคร่สบาย แม้เข่อเข่อจะพยายามปูฟางแห้งนุ่มให้เบื้องล่าง แต่เด็กน้อยผู้ถูกประคบประหงมเยี่ยงอัญมณีมาตั้งแต่เกิด จะทนทุกข์ลำบากเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า
แม้ยามหลับ นางยังขมวดคิ้วน้อย จุ๊บปากเชิดหน้างอง้ำน้อย ๆ ตัดพ้อออดอ้อนไม่หยุด
ระหว่างนั้น ยังต้องกึ่งหลับกึ่งตื่นกอดผลไม้แทะแซะสองคำ เพื่อประทังท้อง
ในที่สุด เสียงกีบม้าดังกังวานเป็นระลอก ต้อนรับแสงสนธยา ท่ามกลางธงทัพดำสะบัดพลิ้วไสวตามแรงลม ม้าศึกและเหล่าทหารเคลื่อนขบวน นำมาซึ่งความน่าเกรงขามแห่งสมรภูมิ
“คุณหนู! ท่านพ่อเจ้ามาแล้ว!!!”
เข่อเข่อร้องเสียงหลง กระพือปีกพลางใช้ปากคาบเส้นผมของเด็กน้อย พยายามปลุกให้นางตื่น
กว่าจะมาจนได้ หากไม่มาสักที คุณหนูของมันจะเป็นหวัดเอาได้!
ฉินหว่านหว่านถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโหยหวนแหลมของเข่อเข่อ ทว่าทั้งร่างยังง่วงงุน ไร้เรี่ยวแรง
“เร็ว เร็วเข้า ออกไปป้ายสีเลย ป้ายสี วันนี้ต้องให้เขาพาเจ้าหนีไป!”
สมองน้อยของฉินหว่านหว่านเบลอไปหมด ไร้ซึ่งความคิดใด ทว่าก็ทำตามคำของเข่อเข่อด้วยสัญชาตญาณ
กอดเข่อเข่อและผลไม้ที่แทะยังไม่เกลี้ยง เดินโซซัดโซเซมุ่งสู่กลางถนน
จากนั้น ไม่ทันที่เข่อเข่อจะเอ่ยสั่ง นางก็ล้มลงประหนึ่งไม้ล้ม
ทั้งยังซบหน้าฟาดดินอีกด้วย
“คุณหนู เป็นอะไรหรือเปล่า!!!”
เข่อเข่อร้องเสียงหลง โผบินมาคาบเสื้อนาง แต่อนิจจาแรงน้อยเกิน ไม่อาจพยุงกายขึ้นได้
ฉินหว่านหว่านมิได้ปริปาก นางบาดเจ็บ จมูกของนางเจ็บยิ่ง เจ็บจนน้ำตานองหน้า ดวงตากลมโตทั้งคู่กลายเป็นไข่ดาว
เพล้ง
มีสิ่งใดหยุดอยู่ตรงหน้าของนาง
ฉินหว่านหว่านยกมือน้อยปิดจมูก พยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เบื้องหน้าคือเรียวขาที่ยาวเหยียด
ของม้าศึกดำ
เมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง ก็พบกับใบหน้าใกล้ชิดของม้า ส่วนผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้านั้นนางมองไม่ชัด เพราะสูงเกินไป และบัดนี้ฟ้าก็มืดแล้ว
ม้าศึกดำสง่างามน่าเกรงขาม บัดนี้กลับก้มศีรษะลง คลอเคลียร่างของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบา
เข่อเข่อจึงบินกลับมาเกาะบนบ่าฉินหว่านหว่าน ทำทีเป็นนกพูดมิได้ มิเช่นนั้น หากถูกจับได้จะทำอย่างไร มันไม่อยากพรากจากคุณหนูไปหรอก
“ท่านแม่ทัพ เหตุใดจึงหยุดหรือ”
คนด้านหลังเห็นแม่ทัพหยุดลง รองแม่ทัพจึงขี่ม้ามาสำรวจ
เซี่ยฉงมิได้เอ่ยวาจา เพียงจับจ้องเด็กน้อยร่างกระจิดริดตรงหน้า
“เด็กมาจากไหนกันนี่”
เซี่ยฉงออกแรงดึงบังเหียนม้าเล็กน้อย หากมิใช่เพราะเขาบังคับไว้ ม้าของเขาคงได้วิ่งวนรอบเด็กคนนี้อย่างคึกคะนองแล้ว
“ไปสืบ”
เซี่ยฉงเปล่งสุ้มเสียงราบเรียบเอ่ยสองคำ
“ขอรับ!”
ฉินหว่านหว่านได้สติ นางโอบกอดศีรษะม้าพยุงกายลุกขึ้น ดวงตาสีดำขลับคู่หนึ่งจับจ้องผู้อยู่บนหลังม้า แล้วเอื้อนเอ่ยวาจาที่น่าตกตะลึง
“ท่านพ่อ!”
