เจียงซุ่ยถูกกลิ่นสาบเน่าเหม็นปลุกให้ตื่น ขณะที่สติฟื้นคืน กลิ่นอุจจาระฉุนเฉียว กลิ่นเหงื่อกลิ่นตัว และกลิ่นซากเน่า ก็เหมือนลูกปืนใหญ่ที่จู่โจมประสาทรับกลิ่นของเธอ
เธอยกมือปิดจมูกตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่ามือตัวเองก็เหม็นเช่นกัน
ในตอนนี้ เธอกำลังถูกขังอยู่ในห้องขังที่อัดแน่นไปด้วยคนหลายสิบคน พื้นที่คับแคบและปิดทึบ ฝูงชนเบียดเสียด แค่ขยับเท้าเล็กน้อย ก็อาจเหยียบถูกของเสียอันน่าขยะแขยง
เจียงซุ่ยสิ้นหวังยิ่งนัก
หลายชั่วโมงก่อน จู่ ๆ เธอก็ทะลุมิติเข้าไปในนิยายแนวยุคสิ้นโลก ผู้แกร่งหญิงแซ่บ แต่เธอไม่ได้เข้าสิงในช่วงก่อนสิ้นโลกที่สามารถกักตุนของอย่างบ้าคลั่ง แต่เข้าสิงในช่วงท้ายเรื่องที่เนื้อเรื่องใกล้จะจบแล้ว
เจ้าของร่างเดิมชื่อ เจียงซุ่ย เป็นตัวประกอบหญิงที่น่าชิงชังที่สุดในเรื่อง และเป็นคู่หมั้นที่ตัวร้ายใหญ่เกลียดชังที่สุด
เจียงซุ่ยคนนี้มีนิสัยชั่วร้ายน่ารังเกียจยิ่ง ตัวร้ายใหญ่ถึงได้กลายเป็นฆาตกรโรคจิต ก็เพราะฝีมือของนางครึ่งหนึ่ง
เจียงซุ่ยพยายามนึกถึงสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำกับตัวร้ายใหญ่
นิยายสิ้นโลกเรื่องนี้ เจียงซุ่ยอ่านเมื่อหลายเดือนก่อน ความทรงจำเลือนราง โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่อง เพราะอ่านตอนดึกจนตาลายวิงเวียน อ่านแบบข้าม ๆ ไปคร่าว ๆ เนื้อเรื่องหลายจุดจำไม่ค่อยได้แล้ว
จำได้ราง ๆ เพียงว่า ตัวร้ายใหญ่เป็นซองเลือดขั้นสุด เลือดเนื้อของเขาสามารถรักษาบาดแผลของผู้อื่นได้ ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม เพียงแค่กินในปริมาณที่มากพอ ก็แทบจะทำให้กระดูกงอกขึ้นมาใหม่ได้ราวปาฏิหาริย์
และตัวร้ายใหญ่ในช่วงแรกยังเป็นคนพิการขาสองข้าง ดังนั้น คู่หมั้นของเขาก็เหมือนทาก เกาะติดบนตัวเขาเพื่อดูดเลือด ค้าขายเลือดเนื้อของเขา
เพราะมีพลังพิเศษรักษา ตัวร้ายใหญ่จะบาดเจ็บหนักแค่ไหนก็ไม่ตาย ดังนั้นทุกวันจึงถูกเชือดเนื้้อ เอาเลือดไปแลกเปลี่ยนทรัพยากร
ต่อมาตัวร้ายใหญ่เริ่มปลุกพลังพิเศษอื่น ๆ เจียงซุ่ยกลัวว่าจะถูกเอาคืน จึงขายตัวร้ายใหญ่ให้กับศูนย์วิจัยใจดำ
และการกระทำนี้เอง ที่ผลักตัวร้ายใหญ่ลงสู่ขุมนรกอย่างแท้จริง
ศูนย์วิจัยจับเขามัดไว้บนเตียง ระหว่างวิจัย ก็รีดเลือดตัดเนื้อ ตามที่พลังพิเศษของตัวร้ายใหญ่เลเวลอัปขึ้น ความสามารถฟื้นฟูก็ยิ่งแข็งแกร่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวร้ายใหญ่หนีไปหลังจากฟื้นฟูแล้ว พวกเขาไม่เพียงฉีดสารเคมีให้เขา ยังทำให้เขาอยู่ในสภาพที่ถูกผ่าท้องเปิด เครื่องในหายไปอยู่เสมอ
เมื่อใดที่ตัวร้ายใหญ่ฟื้นฟูอวัยวะภายในขึ้นมาใหม่ ก็จะถูกตัดออกทันที กลายเป็นวัตถุดิบของยารักษา
ถูกทรมานเช่นนี้ร่วมครึ่งปีเต็ม ตัวร้ายใหญ่ถึงหาโอกาสหนีไปได้ หลังจากนั้นเขาก็เถลิงอำนาจรวดเร็ว กลายเป็นตัวร้ายใหญ่ระดับเขย่าฟ้าสะเทือนดิน สังหารหมู่หลายฐาน นอกจากนั้นยังเกือบสังหารพระเอกนางเอกตัวจริงของเรื่อง
เจียงซุ่ยจำได้ราง ๆ ว่าตัวร้ายใหญ่เป็นพวกต่อต้านสังคม บุคลิกหม่นหมอง ไร้มนุษยธรรม บิดเบี้ยวสามัญสำนึก และจองเวรจองกรรมนักหนา
เขาไม่เพียงแค่ฆ่าคนตามอำเภอใจโดยไม่เลือกหน้า พอฆ่าเสร็จแล้วก็จะระเบิดศพเป็นดอกไม้ไฟ หรือแขวนศพไว้ ตากแห้งเป็นเทียนจุด หรือไม่ก็เอาไปให้พวกสารปนเปื้อนที่กลายพันธุ์กิน แล้วใช้สารปนเปื้อนนั้นมาอัปพลังพิเศษของตัวเอง
เขาฆ่าคนตามอำเภอใจอย่างยิ่ง อาจเพียงเพราะทรงผมของคนผ่านทางดูน่าเกลียด ก็จะบิดศีรษะคนนั้นลงมาบีบให้แตก แต่คนที่เคยทำผิดต่อเขา ไม่มีพลาดแม้แต่คนเดียว ล้วนถูกเขาลากออกมา ถลกหนังบดขยี้ รวมถึงคู่หมั้นที่ผลักเขาลงสู่ขุมนรกทรมาน
และตอนนี้ เนื้อเรื่องกำลังดำเนินถึง—— ตัวร้ายใหญ่ถูกลอบวางยาพิษ จึงจับผู้ต้องสงสัยกลุ่มหนึ่งมาสอบสวน
ทางแคบมักพบศัตรู เขาพบในกลุ่มผู้ต้องสงสัยนั้น จับคู่หมั้นที่เขาเกลียดชังเข้ากระดูกดำไว้ได้
คิดถึงตรงนี้ เจียงซุ่ยก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
เพราะต่อไป เธอจะถูกตัวร้ายใหญ่แขวนขึ้น ถลกหนังออก แล้วมองดูเลือดของตัวเองหยดแห้งไปทีละหยด สุดท้ายถูกตัวร้ายใหญ่บดขยี้กลายเป็นก้อนเนื้อทีละน้อย
ตายอย่างน่าสมเพชสุด ๆ
ไม่จริงมั้ง เธอเริ่มเรื่องได้ซวยขนาดนี้เลยเหรอ?
แล้วระบบล่ะ เธอทะลุมิติมาทั้งที จะไม่มีระบบหรือกงล้อทองคำติดตัวมาเลยหรือ?
เวลานี้ ประตูห้องขังถูกเปิดออก ผู้ชายกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
คนที่ถูกคุมขังอยู่พลันเหมือนไก่เป็ดที่ตื่นตระหนก เบียดเสียดถอยหนีสุดชีวิต เพราะผู้ต้องสงสัยชุดก่อนหน้าที่ถูกพาตัวออกไป ล้วนถูกตัวร้ายใหญ่ทรมานจนตายหมดแล้ว
เจียงซุ่ยก็พยายามหลบไปข้างหลังเช่นกัน แต่มิอาจรอดพ้น ชายร่างใหญ่คนหนึ่งคว้าผมของเธอไว้ แล้วลากเธอออกไป
ความเจ็บแปลบที่หนังศีรษะถูกกระชาก ทำให้เจียงซุ่ยไม่อาจดิ้นรนได้ เหมือนถุงผ้าเก่าขาด ๆ ถูกลากไปตามทางเดินมืดแคบเป็นเวลานาน สุดท้ายตุ้บหนึ่ง เธอถูกโยนทิ้งลงที่ห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
แสงไฟสว่างจ้าแยงจนลูกตาของเจียงซุ่ยปวดแปลบ เธอหลับตาลงตามสัญชาตญาณ ใต้ฝ่ามือเปียกแฉะเหนียวหนืด ก้มมองลงไป ที่แท้ก็เป็นเลือดสีแดงสดชั้นหนึ่งเหนียวเป็นยาง
หางตา เจียงซุ่ยยังเห็นบางอย่างที่ม้วนเป็นก้อนเหมือนหนังหมู เปื้อนเลือดเนื้อ น่าสะพรึงกลัวยิ่ง
"ติ๋ง" มีของเหลวหยดลงบนหน้าเจียงซุ่ย หนังศีรษะเธอตึงเฟ้อ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เห็นอย่างหวาดผวา ว่ามีร่างมนุษย์เปื้อนเลือดสดห้อยแขวนอยู่กลางอากาศทีละร่าง พวกเขาถูกถลกหนังออก ตัวแดงเต็มตัว หัวห้อยต่ำลง ดวงตานูนโปนเปลือยเปล่า จ้องมองตรงมาที่เจียงซุ่ย
เจียงซุ่ยหน้าถอดสีทันที กระเพาะพลิกกลับ เธออาเจียนขึ้นมากลางที่นั้น แต่กระเพาะเธอว่างเปล่า ไม่มีอะไรให้อาเจียนออกมา ได้แต่ขย้อนแห้งรุนแรง
นี่คือห้องโถงอันว่างเปล่า ด้านหลังกลุ่มร่างที่ถูกแขวนไว้ เจียงซุ่ยมองเห็นมีห้องพักผ่อนที่จัดไว้อย่างประณีตอยู่ด้านหน้า โซฟาสวยงาม โต๊ะน้ำชาวางขนมเต็ม โต๊ะข้าง ๆ ยังมีเคาน์เตอร์บาร์ ตู้ไวน์และเครื่องชงกาแฟราคาแพง
ผู้ชายหญิงไม่กี่คนในชุดสะอาด ถือแก้วเครื่องดื่ม นั่งสบายใจเฉิบอยู่ข้างใน สว่างหรูหรางามตา ตรงกันข้ามกับแดนนรกกับเลือดสาดฝั่งนี้อย่างสิ้นเชิง
เจียงซุ่ยสังเกตเห็นตั้งแต่แรกเห็น ถึงชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในโซฟาเดี่ยว ท่านั่งเอี้ยวตัว ลู่ลมโชยเสื้อกันลมบางสีดำ ผมดำเข้ม ผิวซีดขาว สันจมูกเป็นโครงเด่นชัด นับเป็นใบหน้าขาวหล่อเหลาเอาการ
ใบหน้าขาวหล่อกำลังหลุบตาลง อย่างเย็นชาและเกียจคร้าน ใช้ผ้าขนหนูสีขาว ค่อย ๆ เช็ดมีดเลาะกระดูกเล่มหนึ่ง ข้างมือของเขาบนโต๊ะเล็ก จัดเรียงเป็นระเบียบ มีดคมขนาดต่าง ๆ เรียงกันสิบกว่าเล่ม นี่คือเครื่องมือถลกหนังทั้งชุด
มีดที่ถูกเช็ดนั้นติดเลือดสีแดง ความจริงแล้วข้อนิ้วมือของเขาเรียวยาวขาว เลือดเนื้อสวย ถึงขั้นสง่างาม
หัวใจเจียงซุ่ยสะดุดวูบ แน่ใจไม่ผิดแน่ว่า คนคนนี้คือตัวร้ายใหญ่ผู้ไร้มนุษยธรรม ไร้หัวใจ เซี่ยยั่นหาน
มีคนถูกโยนเข้ามาในห้องโถงอีกหลายคน หน้า ๆ หลัง ๆ รวมประมาณยี่สิบคน พวกเขาถูกต้อน ให้เข้าแถวสี่แถว แล้วคุกเข่าอยู่กลางห้องโถง รอบ ๆ ก็มีซากศพห้อยแขวนหยดเลือดติ๋ง ๆ
ผมทองคนหนึ่งถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น "นายท่าน ชุดนี้จะเล่นยังไงดี?"
อีกคนรับช่วงต่อ "ถลกหนังน่ะดูจนเบื่อแล้ว ลองขึ้นลังถึงดีไหม? จัดเต็มฮ่องเต้ ตุ๋นนึ่งทอดผัดครบชุดเลย"
"สู้เสียบลูกชิ้นย่างบาร์บีคิวดีกว่า!" พวกเขาตื่นเต้นกันขึ้นมา ราวกับกำลังหารือกันว่าจะไปกินหม้อไฟหรือบาร์บีคิวดียามสังสรรค์
เจียงซุ่ยฟังจนหนังหัวชาไปหมด
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งซึ่งเย็นยะเยือกก็ดังขึ้น ดั่งเสียงสายน้ำใสไหลเย็น สะอาดกระจ่าง และแหบพร่าเล็กน้อยเหมือนฟองอากาศ
"หนวกหูชะมัด"
เพียงสามคำ ก็ทำให้ทุกคนหุบปากทันที พริบตาเดียวพลันเงียบกริบ
ความเงียบงันอย่างน่าอึดอัด แพร่กระจายกดทับออกมา
เจียงซุ่ยแอบชำเลืองมองดู ยืนยันว่าเมื่อครู่ผู้พูดคือ เซี่ยยั่นหาน ตัวร้ายใหญ่
ตัวร้ายใหญ่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างไม่เร่งรีบ กายชุดดำทั้งตัว ยิ่งดูสูงโปร่งผอมบาง ชุดกว้างขายาวทั้งคู่ รูปร่างใบหน้าหล่อเหลาล้วนดูดีราวกับโมเดลแอนิเมชัน ทว่ากลิ่นอายทั้งร่างกลับเยือกเย็นกระหายเลือด ราวกับอสูรร้ายที่ปีนขึ้นมาจากนรก
เขาพูดอย่างเย็นชาหมดความอดทน "ข้ารำคาญแล้ว ลงมือฆ่าเลยเถอะ"